“บลจ.วี”...ส่ง ‘WE-OSHOP’ จับเทรนด์ธุรกิจ E-commerce เติบโตสูง IPO วันนี้ -25 ก.ย. 20 นี้

“บลจ.วี”...มองพฤติกรรมจากการจับจ่ายในโลกออนไลน์ หนุนธุรกิจ E-commerceเติบโตสูง ส่ง ‘กอง WE-OSHOP’ ขายวันนี้ – 25 ก.ย. 20 นี้ สร้างโอกาสรับผลตอบแทนจาก E-Commerce และ Payment ทั่วโลก ระบุพฤติกรรมบริโภคและ COVID-19 ที่ยังระบาด หนุนคนทุกกลุ่มวัยทั่วโลก เข้าทำธุรกรรมบริโภคออนไลน์สูงขึ้นต่อเนื่อง


“นายอิศรา พุฒตาลศรี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วี จำกัด  เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดการค้าปลีกของโลกที่ทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์  (E-Commerce) ได้เติบโตขึ้นอย่างมาก อีกทั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้บริโภคกลุ่มคนทุกช่วงวัยเข้าสู่ระบบการซื้อของและการชำระค่าบริการต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้นด้วย คาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 2019 - 2022 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะมีอัตราการเติบโตปีละ 19% นำโดยประเทศสหรัฐฯ, จีน, ยุโรปตะวันตก และคาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 22% ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

 

 

 

“เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการขยายตัวของประชากรโลกที่เข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟน หรือโมบาย โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาอย่าง เช่น อินเดีย, จีน และละตินอเมริกา ซึ่งพบว่ามีการส่งคำส่งซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือคิดเป็น 79% ของอีคอมเมิร์ซ ทั่วโลก คาดว่าในปี 2023 ประชากรอีกกว่า 5 พันล้านคนจะมีการบริโภคผ่านตลาดอีคอมเมิร์ซ ซึ่งทำให้ยอดขายผ่านออนไลน์ทั่วโลกจะมีมูลค่ามากกว่า 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ”


นายอิศรา ยังกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันไม่เพียงแต่จะทำให้ร้านค้าปลีกเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจเข้าสู่แพลทฟอร์มออนไลน์มากขึ้น แต่ยังทำให้ธุรกรรมการชำระเงินผ่านดิจิทัลปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยจะส่งผลให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน (Payment) มีแนวโน้มเข้าสู่การใช้แพลตฟอร์มที่มีระบบการจัดการที่ซับซ้อนมากขึ้นเพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมาก รวมทั้งการทำรายการระหว่างประเทศ และเรื่องการรักษาความปลอดภัยด้านข้อมูลของผู้ทำธุรกรรมที่จะสูงขึ้นเพื่อรองรับความสะดวกและปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ


โดยสัดส่วนการชำระเงินผ่านระบบดิจิตัล และโมบายวอลเล็ต คิดเป็น 41.8% ของการทำธุรกรรมชำระเงินอีคอมเมิร์ซทั่วโลก และจะเพิ่มขึ้นเป็น 52.2% ในปี 2023  ทำให้มีหลากหลายบริษัทเข้ามาช่วยเพิ่มช่องทางการดำเนินการและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบสนองต่อการใช้บริการในทุกสถานที่ภายใต้ความปลอดภัยในการรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการ


“ด้วยเทคโนโลยีที่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภครวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจที่เข้าสู่ระบบการซื้อขายและชำระเงินออนไลน์ออนไลน์มากขึ้นในอนาคต  ทำให้ธุรกิจค้าปลีกและผู้ให้บริการชำระเงินมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้นในอนาคต”


นายอิศรา กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทจึงเปิดเสนอขาย ‘กองทุนเปิด วี ออนไลน์ ช้อปปิ้ง แอนด์ เพย์เม้นท์ (WE-OSHOP)’ เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มค้าปลีกออนไลน์ทั่วโลกผ่านกองทุนหลัก ‘PROSHARES ONLINE RETAIL ETF’ ในสัดส่วน 75% เช่น บริษัท Amazon.com, Alibaba Group Holding, Qurate Retail เป็นต้น และลงทุนในหุ้นกลุ่มบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวข้องกับการชำระเงินอิเล็คทรอนิค (Electronic Payment)  ในรูปแบบต่างๆ เช่น สมาร์ทการ์ด , บัตรเติมเงิน และ กระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิค ผ่าน ‘กองทุนหลัก IPAY ETFMG Prime Mobile Payments ETF’ ในสัดส่วน 25%  เช่น บริษัทPaypal , Visa ,Mastercard เป็นต้น


“โดยกองทุนจะใช้กลยุทธ์เชิงรุกด้วยการกระจายการลงทุน (Active Asset Allocation) ใน 26 บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐฯและนอกสหรัฐฯ ที่มีการเติบโตบนช่องทางอีคอมเมิร์ซ ที่มีมูลค่าทางการตลาดตั้งแต่ 500 ล้านเหรียญฯ และต้องมีมูลค่าการซื้อขายสินค้าต่อวันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญฯ และลงทุนใน 42 บริษัททั่วโลกที่มีแนวโน้มเติบโตจากความต้องการใช้บริการชำระเงินในอิเล็คทรอนิคที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทที่ให้บริการระบบซอพแวร์ประมวลผลและระบบความปลอดภัยในการชำระเงินอิเล็คทรอนิคในรูปแบบต่างๆ”


ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานล่าสุดสะท้อนถึงการเติบโตที่ดี ในหุ้น 2 กลุ่มนี้ และด้วยกลยุทธ์ลงทุนเชิงรุกในระยะยาว ทำให้กองทุนหลัก ‘PROSHARES ONLINE RETAIL ETF’ ณ วันที่ 30 มิ.ย. ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือนที่ 55.20%  ย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 41.89%  ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 35.38%  และผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 13.80% ต่อปี เทียบกับดัชนีPROSHARES ONLINE RETAIL INDEXอยู่ที่  55.48% ,  42.32%,  36.08% และ 14.36% ต่อปี ตามลำดับ*


ส่วนกองทุนหลัก ‘IPAY ETFMG Prime Mobile Payments ETF’ ณ วันที่ 30 มิ.ย. ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 เดือนที่ -1.69%  ย้อนหลัง 3 เดือนที่ 31.11%  ย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่   -1.16% และผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่  14.85% ต่อปี เทียบกับดัชนีETFMG Prime Mobile Payments INDEXอยู่ที่  1.70% ,  31.17%,  -0.86% ,  และ 15.54% ต่อปี ตามลำดับ*


“ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีประสบการณ์ที่ดี ได้รับความสะดวกในการค้นหาและซื้อสินค้า ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตของ E-commerce มากขึ้น ทำให้บริการการชำระเงินเติบโตตามไปด้วย ดังนั้น บลจ.วี มองว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่มค้าปลีกออนไลน์และกลุ่มธุรกิจที่ให้บริการชำระเงินทั่วโลก กับ ‘กอง WE-OSHOP’ มีความน่าสนใจในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวขณะเดียวกันท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 รอบ 2 ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เป็นปัจจัยหนุนให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มวัยทั่วโลกทำธุรกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้น และในระยะยาวแม้ว่า COVID-19 จะคลี่คลายลงหรือหมดไป ทำให้ทั่วโลกกลับมาเปิดประเทศดำเนินเศรษฐกิจ แต่การใช้บริการซื้อสินค้าและชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ จะยังเติบโตต่อไป เนื่องจากตอบสนองความต้องการผู้บริโภคด้านความสะดวกสบายในการจับจ่ายที่เปลี่ยนไป”

 

Share: