“หุ้น” ยังน่าสนใจสุดยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ...ชู ‘หุ้นจีน-สหรัฐ’ โดดเด่นจากหุ้นเทคฯ’!!!

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์ที่ชวนให้น่าสงสัยได้ว่า “มหาเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐฯ” ได้ขายหุ้นในสหรัฐฯ โดยโยกเงินเข้ามายัง ‘ตลาดหุ้นเกิดใหม่’ และ ‘ทองคำ’


ซึ่งทำให้มีนักลงทุนไม่น้อยเกิดความสงสัยว่า การขายในครั้งนี้จะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะ ‘ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว’ อย่างประเทศสหรัฐฯ ที่มีหุ้นเทคโนโลยีและเฮลธ์ แคร์ ที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก


แต่ช่วงที่ผ่านมาก็ปรับตัวขึ้นมามากแล้วเช่นกัน หรือจะถึงจังหวะในการโยกเงินหมุนวนไปหาสินทรัพย์อื่นที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าเพื่อลงทุนแทน


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำมุมมองของ “ผู้เชี่ยวชาญ” มาแชร์ให้แก่นักลงทุนว่าสัญญาณดังกล่าวจะมีผลต่อตลาดอย่างไรและนักลงทุนอย่างเราควรวางรับมืออย่างไร

 

 

 

ชี้รายใหญ่เทหุ้นสหรัฐฯ... ‘แค่ทำกำไร

โดยเริ่มที่ “นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส” Chief Investment Officer บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด ได้มีมุมมองว่า การขายหุ้นประเทศสหรัฐฯ ของเศรษฐีสหรัฐฯ หลายรายนั้น เป็นเพียงการขายเพื่อทำกำไรและย้ายเม็ดเงินลงทุนบางส่วนมาลงทุนในตลาดหุ้นประเทศที่ราคายังไม่แพงนัก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นประเทศสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี ขณะเดียวกันนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงจับตาดูประเด็นเรื่องการเลือกตั้งของประเทศสหรัฐฯ แม้ว่าผลโพลส่วนใหญ่ที่ประกาศออกมาคะแนนเสียงจะเทมาทาง ‘โจ ไบเดน’ แต่เชื่อว่าในช่วงก่อนกำหนดการเลือกตั้ง มีโอกาสที่ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปัจจุบันจะมีเซอร์ไพร์สพึ่งดึงคะแนนเสียงมาได้เช่นกัน

 

(นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส)

 

“อย่างไรก็ดีการลงทุนใน ‘หุ้น’ ก็ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดในปัจจุบันที่ภาวะดอกเบี้ยขาลง แต่จะต้องมีการคัดเลือกหุ้นเป็นรายตัวมาก โดยเป็นหุ้นที่ยังมีอัพไซด์ได้หรือราคาไม่แพงนัก หุ้นที่มีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีในระยะยาว อย่างกลุ่มเทคโนโลยีและเฮลธ์ แคร์

 

 

แนะนักลงทุน “คัดเลือกหุ้นรายตัว”...พร้อมตุน ‘รีท’ ติดพอร์ต

รวมถึงกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นด้วยเช่นกัน อย่าง ‘กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์’ หรือ ‘กองรีท’ ที่เป็นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากกลุ่มสินทรัพย์ดังกล่าวยังคงให้เงินปันผลที่ค่อนข้างสูงจึงเหมาะสมกับนักลงทุนกระจายความเสี่ยงและต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก

 

มหาเศรษฐีเทหุ้นสหรัฐฯ ไม่น่ากังวล...เชื่อ “หุ้นสหรัฐฯ” ยังเป็นพระเอก

ด้าน “มนรัฐ ผดุงสิทธิ์” กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ก็ได้ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า การขายหุ้นสหรัฐฯของมหาเศรษฐีนั้น เป็นเพียงการขายเพื่อทำกำไรหลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูงซึ่งไม่น่ากังวลมากนัก โดยรวมแล้วตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเป็นพระเอกในการลงทุนตลาดหุ้น สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้ก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัส COVID-19 เรามีมุมมองว่า ‘ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว’ จะปรับตัวได้ดีกว่า ‘ตลาดหุ้นเกิดใหม่’ แต่พอเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 หุ้น ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ กลับเป็นกลุ่มเดียวที่เป็นตัวสนับสนุนให้ตลาดปรับตัวขึ้น ซึ่งยังมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องแต่อาจจะมีการขายทำกำไรขึ้นมาบ้าง

 

(มนรัฐ ผดุงสิทธิ์)

 


“โดยมุมมองการลงทุนต่อจากนี้ เราให้น้ำหนักการลงทุนไปที่ตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะ ‘ตลาดหุ้นจีน’ และ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ ที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีค่อนข้างเยอะ จึงทำให้ตลาดมีอัพไซด์ได้จึงแนะนำให้นักลงทุนที่สนใจลงทุนในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่อยู่ในประเทศดังกล่าว”

 

 

ชู “หุ้นจีน-สหรัฐฯ” น่าสนใจสุด...เหตุ ‘หุ้นเทคโนโลยี’ ยังหนุนอัพไซด์ตลาดไปต่อ

นอกจากนี้ ‘ตลาดหุ้นจีน’ ราคายังค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่มี P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 14 เท่า และตลาดหุ้นจีนยังมีอัพไซด์ได้จากหุ้น Alibaba Group ที่เป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ โดยมีบริษัทลูกที่เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดอีกหลายบริษัท ส่วนประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ คาดว่าจะไม่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนประเทศจีน เนื่องจากการเติบโตส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ ขณะที่การเลือกตั้งของสหรัฐฯ หาก ‘โจ ไบเดน’ เป็นผู้ชนะ ก็จะส่งผลในทางบวก เนื่องจากมีโจ ไบเดนเน้นการเจรจาการค้ามากกว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์’

 

 

แนะจัดพอร์ตลงทุน “หุ้น-ทองคำ-กองรีท”...พร้อมเก็บ ‘ตราสารหนี้’ และ ‘ถือเงินสด’ ลดความเสี่ยง

จึงอยากแนะนำนักลงทุนที่สนใจการลงทุนในหุ้นให้ทยอยเก็บได้ตั้งแต่ช่วงนี้ เนื่องจากทิศทางของตลาดหุ้นยังคงไปต่อได้ โดยสัดส่วนการจัดพอร์ตให้นักลงทุนกระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศ ทองคำ และกองรีทราว 70%และส่วนที่เหลือเป็นตราสารหนี้และถือเงินสด เพื่อลดความเสี่ยง


“หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจเป็นอันดับแรกในภาวะดอกเบี้ยต่ำ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีสัญญาณจากผู้เล่นรายใหญ่หลายรายที่ได้ขายหุ้นสหรัฐฯ ออกไป แต่ในความจริงแล้วการขายดังกล่าวก็เป็นเพียงการทำกำไรหลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนทั่วไปอย่างเราก็ทำกันนั่นเอง”

Share: