“บลจ.ไทยพาณิชย์”...ปลื้มเสียงตอบรับดี ส่ง ‘กอง SCBCR1YF’ ขายต่อเนื่อง 22 – 28 ก.ย. 20 นี้

“บลจ.ไทยพาณิชย์”...เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากราคาทองคำขาขึ้น และปกป้องเงินต้นจากขาลง หลังนักลงทุนตอบรับเป็นอย่างดี ลุยส่ง ‘SCBCR1YF’ ขาย 22 – 28 ก.ย. 20 นี้ ลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท


นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า จากที่บริษัทได้นำเสนอขาย ‘กองทุน คอมเพล็กซ์ รีเทิร์น’ เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ได้มีนักลงทุนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นกองทุนที่เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนตามราคาทองคำโลกจากการลงทุนในสัญญาวอร์แรนต์ที่อ้างอิงกับ ‘ETF SPDR Gold Shares’ จากราคาทองคำขาขึ้น พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินต้นเมื่อทองคำปรับตัวลง บริษัทจึงได้เสนอขาย ‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ คอมเพล็กซ์รีเทิร์น 1YF (SCBCR1YF) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย’ อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน โดยกองทุนมีอายุ 1 ปี มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท เปิดขายหน่วยลงทุนครั้งเดียวระหว่างวันที่ 22 – 28 ก.ย. 20 ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท

 

(ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย)

 

 

“สำหรับกองทุนนี้มีกลยุทธ์การลงทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 นำเงินต้นประมาณ 98% ของทรัพย์สินกองทุนไปลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุนได้ขึ้นไป เมื่อครบกำหนดอายุกองทุนจะได้รับเงินลงทุนคืนพร้อมผลตอบแทนซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินต้น การลงทุนส่วนนี้มีความผันผวนต่ำช่วยลดความเสี่ยงการขาดทุนเงินต้นได้”


โดยเบื้องต้นคาดว่าพอร์ตการลงทุนในส่วนนี้จะประกอบไปด้วย เงินฝากธนาคาร Doha Bank (DOHA) – กาตาร์, เงินฝากธนาคาร Ahli Bank (AHL) – กาตาร์, ตราสารหนี้ธนาคาร Al Khaliji Bank (ALK) – กาตาร์, ตราสารหนี้ธนาคาร The Commercial Bank (CBQ) – กาตาร์ ตราสารหนี้ธนาคาร Qatar National Bank (QNB) –กาตาร์ และตราสารหนี้ China Merchants Bank (CMB) – จีน ซึ่งกองทุนจะเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน


ส่วนที่ 2 ประมาณ 2% ของทรัพย์สินกองทุน จะนำไปลงทุนในสัญญาวอร์แรนต์ที่อิงกับผลตอบแทนของ ‘ETF - SPDR Gold Shares’ จดทะเบียนและซื้อขายในสหรัฐอเมริกา เน้นสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับราคาทองคำ LBMA Gold Price PM ที่ได้รับการประเมินจาก London Bullion Market Association (LBMA) ผู้นำของโลกในการซื้อขายกำหนดมาตรฐานรูปแบบและแหล่งที่มาของโลหะรวมถึงทองคำ


โดยสัญญาวอแรนต์ดังกล่าวมีลักษณะการจ่ายผลตอบแทนแบบ Shark fin ซึ่งเป็นส่วนสร้างผลตอบให้กับกองทุน โดยแบ่งการจ่ายผลตอบแทนเป็น 3 กรณี คือ


กรณีที่ 1 : จ่ายผลตอบแทน 60% ของผลตอบแทนของ ETF เมื่อ ETF ปรับตัวขึ้นระหว่าง 0 ถึง 15% 
กรณีที่ 2 : จ่ายผลตอบแทนชดเชยประมาณ 0.25% เมื่อ ETF ปรับตัวขึ้นเกิน 15% ระหว่างอายุกองทุน
กรณีที่ 3 : ไม่จ่ายผลตอบแทนหาก ETF ปรับตัวลงต่ำกว่าราคา ณ วันลงทุนเมื่อครบกำหนดอายุกองทุน 


“โดย ETF - SPDR Gold Shares มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ย 15.87% ต่อปี ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 9.78% ต่อปี และย้อนหลัง1 ปีอยู่ที่ 24.99% ต่อปี (ที่มา Bloomberg ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 20)


นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่สามารถนำมาผสมไว้ในพอร์ตการลงทุนเพื่อเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ เนื่องจากทองนั้นเป็นสินทรัพย์ที่มักจะทำได้ดีในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือมีความกังวลด้านเศรษฐกิจอย่างเช่นในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบสอง แต่ก็ยังอยู่ในระยะทดสอบ โดยอาจจะใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะผ่านการอนุมัติให้ใช้งานจริง รวมถึงจำนวนผู้ป่วยที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายๆ ประเทศ จึงมองว่าความผันผวนระยะสั้นยังคงมีต่อไป


“ดังนั้น ‘กอง SCBCR1YF’ ที่มีรูปแบบการลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากราคาทองคำขาขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงขาดทุนเงินต้นเมื่อทองคำปรับตัวลง จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจดีกว่าการลงทุนในทองคำโดยตรง”

Share: