การปันผลของ “กองหุ้น”...เป็นไปตาม ‘นโยบาย’ แต่ละกองทุน!!!

เรื่อง “ปันผล” ถือเป็นหนึ่งในความชื่นชอบและความคุ้นเคยกับนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ เหมือนฝากเงินก็มี ‘ดอกเบี้ย’ ให้ระหว่างทาง เมื่อขยับมาลงทุนในสินทรัพย์อย่าง ‘หุ้น’ หลายคนก็ชื่นชอบ ‘หุ้นปันผล’

           
เมื่อมาลงทุนผ่าน “กองทุนหุ้น” หลายคนก็ชื่นชอบกองที่มี ‘ปันผล’ จะด้วยความชื่นชอบส่วนตัวหรือความเคยชิ้นก็ตาม

           
ไม่มี ‘ผิด’ หรือ ‘ถูก’ แต่ประการใด หากคุณเลือกลงทุนตอบโจทย์เป้าหมายของตัวเองด้วยความเข้าใจก็ชอบด้วยเหตุผลอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นอาจทำให้พลาดโอกาสในการทำเงินให้งอกเงยเติบโตในระยะยาวไปได้ง่ายๆ

           

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจในเรื่องนี้มาฝากกันเช่นเคย

 

“กองหุ้น” จะปันผลหรือไม่...ขึ้นกับ ‘นโยบาย’ กองทุนเป็นสำคัญ

           

สำหรับการลงทุนระยะยาวในหุ้นเพื่อมุ่งหวัง ‘การเติบโต’ ของเงินลงทุนแล้ว การลงทุนใน “กองหุ้น-ไม่ปันผล” จะตอบโจทย์ดีที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ‘กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)’ ที่มีเป้าหมายเพื่อเกษียณนั้น จึง ‘ไม่มีปันผล’ เพราะภาครัฐได้คิดอ่านมาเพื่อนักลงทุนไทยเรียบร้อยแล้ว จะได้ให้เอา ‘เงินปันผล’ ที่ได้กลับไป ‘ลงทุนต่อ (Reinvest)’ ให้เกิดดอกออกผลแบบทบทวีไปเรื่อยๆ ให้เงินได้ทำงานเต็มที่นั่นเอง

           

“แต่การลงทุนระยะยาวใน ‘หุ้น’ อาจไม่ดึงดูดใจนักลงทุนเท่าไรนัก แม้จะมี ‘ประโยชน์ทางภาษี’ มาให้แล้วก็ตาม ในกลุ่มกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF), กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) หรือกองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSFX) จึงเปิดให้กองทุนออกแบบให้จ่ายปันผลได้นั่นเอง”

           

แล้ว “กองหุ้น” จะ ‘ปันผล’ หรือ ‘ไม่ปันผล’ นั้น ขึ้นกับนโยบายของกองทุนเป็นสำคัญ อย่าไปสับสนกับชื่อกองทุน บางกองทุนตั้งใจจะลงทุนใน ‘หุ้นปันผล’ ก็จะใช้ชื่อเพื่อสื่อออกมาเลยว่า ‘กองทุน ABC หุ้นปันผล’ แต่อาจจะไม่จ่ายปันผลก็ได้นะ ฉะนั้นจะจ่ายหรือไม่จ่ายต้องตามไปดูที่นโยบายการจ่ายเงินปันผลของกองทุนนั้นๆ เป็นสำคัญ

           

“กองหุ้นที่ ‘จ่ายปันผล’ ก็ไม่แน่ว่าจะต้องลงทุนในหุ้นปันผลเป็นหลัก ลงทุนในหุ้นอะไรก็สามารถจะจ่ายปันผลได้เช่นกัน ถ้าใครที่ลงทุนใน ‘กอง LTF’ มา จะเห็นว่า บางกองทุนจะมีนโยบายเหมือนกัน เพียงแต่กองหนึ่งจ่ายปันผล ส่วนอีกกองไม่จ่าย ให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนตามวัตถุประสงค์ของตัวเองเท่านั้นเอง กองหุ้นปกติก็มีบางกองที่ทำเช่นกัน ในยุคหลังมานี้กองเดียวเป็นหลาย Share Class ให้นักลงทุนเลือกแตกออกมาในกองทุนเดียวเลยก็มีให้เห็นมากขึ้น”

                       

“ปันผล” ของ ‘กองหุ้น’ มาจาก ‘ผลกำไรจากการลงทุน’ (ต่างจากหุ้นรายตัวนะ)

        

วกกลับมาที่การปันผลของ “กองหุ้น” นั้น จะต่างกับ “หุ้นรายตัว” หุ้นรายตัวขึ้นกับผลประกอบการของบริษัท ตลาดแย่ ผลระกอบการดี มีกำไรก็สามารถปันผลได้ โบรกเกอร์ก็มีการทำบทวิเคราะห์  มีโปรแกรมช่วยสแกนหา ‘หุ้นปันผลสูง’ แนะนำให้นักลงทุนได้เลย จะเอากี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป

 

 

แต่การปันผลของกองทุนมาจาก ‘ผลกำไรจากการลงทุน’ (ต่างจากหุ้นรายตัวนะ) ซึ่งกำไรจากการลงทุนมาได้จาก Capital Gain หรือ ปันผลของหุ้นที่ลงทุน เป็นต้น จึงไม่สำคัญเลยว่ากองหุ้นที่จ่ายปันผลจะต้องลงทุนหุ้นปันผลแต่ประการใด

           

“ในรอบการลงทุนถ้ากองหุ้นมีกำไรก็สามารถจ่ายปันผลได้ แต่ถ้าขาดทุน ‘ก็ไม่จ่ายปันผล’ แต่บางกองแม้รอบบัญชีนี้จะ ‘ขาดทุน’  แต่ถ้ายังมี ‘กำไรสะสม’ อยู่ก็จ่ายปันผลได้ ซึ่งนักลงทุนต้องไปดูในหนังสือชี้ชวนเกี่ยวกับนโยบายบายการจ่ายปันผลและวิธีการจ่ายปันผลของกองทุนที่สนใจดูให้ละเอียด บางกองจ่ายไม่เกินปีละ 4 ครั้ง บางกองจ่ายปีละไม่เกิน 12 ครั้งก็มี แต่อย่าลืมว่าเป็นแค่พยายามจะจ่ายให้ได้ตามนั้น แต่ถ้าไม่มีกำไรจากการลงทุน ก็อาจไม่สามารถจ่ายปันผลได้เช่นกัน”

 

ลงทุนให้เงินเติบโตในระยะยาว...เลือก “กองหุ้น” ไม่จ่ายปันผลตอบโจทย์สุด

 

หากเป้าหมายของคุณเพื่อให้เงินทำงานสร้างผลตอบแทนอย่างเต็มศักยภาพในระยาวกองหุ้นที่ ‘ไม่จ่ายปันผล’ น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สุด แต่ถ้าคุณต้องการ ‘กระแสเงินสด’ ระหว่างทางที่ลงทุนก็ไปเลือกกลุ่มกองหุ้นที่มีนโยบาย ‘จ่ายปันผล’ เพื่อให้ตรงกับเป้าหมายในการลงทุนของตัวคุณเอง แต่บนพื้นฐานของ ‘ความเข้าใจ’

           

“ต้องไม่ลืมว่าเงินปันผลต้อง ‘เสียภาษี 10%’ ในทุกครั้งที่มีการจ่ายปันผล ถ้าคุณได้ปันผลมา 1 บาท ก็จะเหลือได้รับจริง 0.90 บาท ในระยะยาวก็จะมีเงินบางส่วนที่หายไปกับภาษีนี้ แต่ถ้าเงินปันผลอยู่ในกองทุนๆ ก็สามารถนำไปบริหารจัดการลงทุนต่อ (Reinvest) ให้เงินงอกเงยได้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง ลองนึกดูถ้ากองทุนได้รับปันผล 1 บาท จะได้รับเต็มๆ (ไม่เสียภาษีเพราะไม่ใช่หน่วยภาษี) กองทุนก็เอาเงิน 1 บาท นั้นไปลงทุนในหุ้นต่อไป ในทุกครั้งที่รับปันผลก็ทบไปอย่างนี้ในระยะยาวเงินทุกบาทก็จะได้ทำงานอย่างเต็มที่นั่นเอง”

 

ลงทุน ‘ก่อน’ หรือ ‘หลัง’...อาจไม่ได้ ‘แตกต่าง’ อะไรกันมากอย่างที่คิด

           

สำหรับคนที่ชอบ ‘เงินปันผล’ ก็อาจจะชอบรอมาซื้อหลังวันจ่ายปันผลแล้ว (อาจจะติดมาจากหุ้นรายตัว) จะได้ซื้อที่ราคาถูกกว่า แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้ ‘แตกต่างกัน’ อย่างมีนัยสำคัญอะไรสำหรับการลงทุนระยะยาวในหุ้น คุณยังคงมีเงินในมือในภาพรวมไม่แตกต่างกัน

 

สมมติ กองหุ้น NAV 11 บาท ปันผล 1 บาท NAV หลังปันผลเหลือ 10 บาท คนที่ซื้อรับปันผลก็จะมีมูลค่าเงินลงทุนเหลือแค่ 10.90 บาท (NAV 10 บาท บวกปันผล 0.90 บาท (หักภาษีเงินปันผล 10%) จากเงินลงทุน 11 บาท แต่ถ้าไม่เสียภาษีคุณก็มีมูลค่าเงินลงทุน 11 บาท เท่าเดิม ในกรณีที่คุณมาซื้อหลังปันผลคุณจะใช้เงิน 10 บาท แล้วเหลือเงิน 1 บาท ก็มีมูลค่าเงินในมือ 11 บาท เช่นเดียวกัน ดูไปแล้วจะซื้อ ‘ก่อน’ หรือ ‘หลัง’ จ่ายปันผลก็ไม่แตกต่างกัน อยู่ที่คุณจะมองจากมุมไหนเท่านั้นเอง (นี่เป็นตัวอย่างเฉยๆ ในความจริง NAV ของกอง หรือราคาของหุ้นอาจลดลงมากกว่าหรือน้อยกว่าที่จ่ายปันผลก็ได้ หรือบางตัวอาจไม่ลดเลยก็มี เป็นต้น)

           

ท้ายสุดการเลือกลงทุนใน “กองหุ้น” ควรเลือกนโยบายการลงทุนที่ตอบโจทย์ของตัวคุณเองเป็นสำคัญ หากระยะเวลาลงทุนนาน เป้าหมายเพื่อเกษียณ อยากให้เงินทำงานเต็มที่ก็เลือก ‘ไม่ปันผล’ แต่ถ้ายังต้องการ ‘กระแสเงินสด’ ในระหว่างทางก็เลือก ‘ปันผล’ ได้ไม่ผิดกติกาอะไร ขอให้เลือกตัดสินใจบนความ ‘เข้าใจ’ เท่านั้นเอง

 

บทความที่เกี่ยวข้อง “กองหุ้นปันผล” กับเงื่อนไขในการจ่ายปันผล : https://www.wealthythai.com/web/contents/WT190200113

 

Share: