CIMB THAI ขยายตลาด “หุ้นกู้” เพิ่มทางเลือกการลงทุนไม่แพ้หุ้น

ถ้าพูดถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน “การฝากเงินในธนาคาร” ยังเป็นทางเลือกลำดับแรกเสมอ แม้ว่าดอกเบี้ยจากการฝากธนาคารจะต่ำลงไปทุกวัน จนสภาพคล่องที่ล้นระบบ แต่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ Covid-19 ที่ผ่านมา คนจะหันมาถือเงินสดไว้ในมือกันมากขึ้น ทั้งในแง่ของคนที่ไม่ได้ลงทุน และคนที่มีพอร์ตการลงทุนก็ตามที นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่คนหันไปให้น้ำหนักกับ “การลงทุนทางเลือก” มากขึ้น ก็เพราะความเสี่ยงเข้ามาประชิดตัว มีประสบการณ์ด้วยตัวเองว่าไม่ควรนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะ “หุ้นกู้” จึงเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

“หุ้นกู้ตลาดรอง” คืออะไร?  

สำหรับตลาดหุ้นกู้ ที่ปกติถ้าเราซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรก ซึ่งเป็นตลาดหลักในการลงทุนในสินทรัพย์ประภทนี้ จะต้องถือให้ครบอายุตามที่ผู้ออกกองตราสารหนี้จะเป็นผู้กำหนด แต่ Paint Point สำคัญของคนที่ถือหุ้นกู้คือ บางครั้งอยากขายก่อน! อยากได้เงินสด! จึงเป็นที่มาว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “หุ้นกู้ตลาดรอง” หรือ Secondary Bond  จึงเติบโตขึ้น เพราะสามารถซื้อขายกันได้ และทำกำไรได้ในลักษณะคล้ายกับการลงทุนในหุ้นที่จะต้องดูราคา ณ ตอนนั้น ซึ่งในตลาดนี้ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ถือเป็นเจ้าตลาดที่ครองส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) สูงที่สุด หรือเฉลี่ย 46%


นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาผลิตภัณฑ์การเงิน ธุรกิจผลิตภัณฑ์การเงิน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ตลาดตราสารหนี้หรือตลาดบอนด์ในปัจจุบัน ผู้เล่นหลักยังเป็นกลุ่มนักลงทุนสถาบัน แต่นักลงทุนรายบุคคลยังมีอยู่น้อยมาก


ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยในฐานะที่เป็นผู้นำตลาดตราสารหนี้ ซึ่งผลงานในเวลา 5 ปี การซื้อขายหุ้นกู้ในตลาดรองโตขึ้น 4 เท่า ที่สำคัญคือปี 2562 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มูลค่าตลาดหุ้นกู้ทำสถิติสูงที่สุด ประมาณ 1 ล้านล้านบาท และมีแรงส่งต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2563 ก่อนจะปรับลดลงจากความเสี่ยงช่วง Covid-19 ประกอบกับนโยบายของธนาคารฯ ที่ต้องการเน้นขยายฐานผู้ลงทุนเป็นกลุ่มนักลงทุนบุคคลธรรมดา หรือ “รายย่อย” มากขึ้น

 

 

แต่โจทย์ที่ซีไอเอ็มบี ไทยตั้งไว้คือ ทำอย่างไรที่การลงทุนในหุ้นกู้จะไปถึงมือรายย่อยมากขึ้น?

นายกรกฎ กมลเนตรพิสุทธิ์ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้และเงินตราต่างประเทศ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนให้ความสนใจต่อการลงทุนในหุ้นกู้มากขึ้น แต่ยังติดข้อจำกัดเรื่องการลงทุนขั้นต่ำ ครั้งละ 100,000 บาท ซึ่งทางธนาคารฯ เองก็วางทิศทางว่าจะขยายการแนะนำ Secondary Bond ให้กับลูกค้าหลัก 3 กลุ่มคือ


1.กลุ่มนิยมฝากเงิน ให้ขยับมาลงทุนหุ้นกู้คุณภาพดี โดยเฉพาะหุ้นกู้ระดับ Investment Grade (AAA จนถึง BBB-) ที่นักลงทุนสถาบันชอบซื้อกัน
2.กลุ่มคนที่ชอบหุ้นกู้อยู่แล้ว แต่ไม่เคยได้หุ้นกู้เต็มความต้องการ
3.คนที่ถือครองหุ้นกู้อยู่แล้ว หรือมีอยู่เต็มมือ แต่มองเห็นหรือสนใจการลงทุนในสินทรัพย์ตัวอื่น สามารถขายหุ้นกู้ได้โดยมีสภาพคล่อง

 

ซึ่งในอนาคตก็เชื่อว่าการลงทุนในหุ้นกู้จะมีฐานตลาดที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ที่ทางธนาคารฯ เองก็พยายามทำความเข้าใจกับลูกค้า และตัวพนักงานขาย เพื่อสร้างความเข้าใจต่อการลงทุนในตลาดนี้


“จริงๆ ช่วง Covid-19 ที่ผ่านมา แม้ว่าเราจะเป็นธนาคารขนาดใหญ่ แต่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน อย่างในตลาดหุ้นกู้ ผู้ลงทุนก็กังวลว่าจะเกิดความเสี่ยง จึงอยากปรับสัดส่วนการลงทุน โดยถือเงินสดมากขึ้น และอีกสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าตลาดบอนด์กำลังเป็นที่น่าสนใจขึ้น คือเมื่อเกิดวิกฤตินักลงทุนที่อยากซื้อหุ้นกู้ ให้ความสนใจกับหุ้นกู้ เรตติ้ง AAA,AAA- มากขึ้น ซึ่งปกติหุ้นกู้กลุ่มนี้จะให้ดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำกว่า หุ้นกู้ เรตติ้ง BBB,BBB- ซึ่งให้ดอกเบี้ยจูงใจกว่า” นายกรกฎกล่าว

 

 

อยากเห็นการเข้าถึงตลาดหุ้นกู้ที่ง่ายขึ้น หน่วยละ 1,000 บาท

ทั้งนี้ด้านนายภูดินันท์กล่าวเสริมว่า ในอนาคตเราก็อยากเห็นการเข้าถึงตลาดหุ้นกู้ที่ง่ายขึ้น เช่นการซื้อหุ้นกู้ได้ในราคาต่ำกว่า 100,000 บาท หรือมองไกลไปว่าอาจจะซื้อได้หน่วยละ 1,000 บาท ซึ่งประเด็นสำคัญเราก็พยายามขับเคลื่อนให้หุ้นกู้ตลาดรอง เป็นกลไกที่จะพัฒนาตลาดทุนได้เทียบเคียงกับตลาดหุ้น แน่นอนว่าในอนาคตเมื่อตลาดโตขึ้น เราก็หวังว่าจะมีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นประมาณ 50% มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น นั่นย่อมทำให้สภาพคล่องในตลาดมีมากขึ้น หุ้นกู้สะท้อนราคาที่ยุติธรรม ต้นทุนต่างๆ ลดลง ทั้งนี้จะต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของตลาดทุนของตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานก.ล.ต.ซึ่งก็มีแผนงานที่จะพัฒนาการใช้ดิจิทัลในตลาดบอนด์มากขึ้น เช่น การถือ Scripless เหมือนกับการลงทุนในหุ้น


อย่างไรก็ตามปัจจุบันซีเอ็มบี ไทย มีฐานบัญชีลูกค้ารายย่อย ประมาณ 6,000-7,000 บัญชี ในอนาคตตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 10,000 บัญชี โดยจากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ถ้าย้อนไปปี 2559 มูลค่าการซื้อขาย Secondary Bond เฉพาะลูกค้าบุคคล มีประมาณ 500-600 ล้านบาทต่อเดือน ในปี 2560 และปี 2561ปริมาณธุรกรรมขยับขึ้นเป็น 1,000-1,200 ล้านบาทต่อเดือน ปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 1,300-1,500 ล้านบาทต่อเดือน ในปีนี้ 2563 ขยับมาที่ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน


ดังนั้นหุ้นกู้ตลาดรองยังมีรูมที่จะเติบโตอีกมาก พร้อมๆ กับเทรนด์ความรู้เชิงการเงินที่คนให้ความสนใจกับการลงทุนมากขึ้น หุ้นกู้ตลาดรองก็เป็นอีกทางเลือก ท่ามกลางความเสี่ยง-ความผันผวนในปัจจุบัน

Share: