ไม่อยาก ‘ขาดทุนสาหัส’...อย่าลืมจุด ‘ขายตัดขาดทุน (Cut Loss)’ !!!

เมื่อพูดถึงการลงทุน สิ่งที่นักลงทุนจะคิดถึงก่อนเป็นเรื่องของ ‘ผลตอบแทน’ หรือ ‘กำไร’ แต่จริงๆ แล้ว การ ‘ป้องกันขาดทุนสาหัส’ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน


เรื่องนี้ในกลุ่มนักลงทุนใน ‘หุ้นรายตัว’ น่าจะเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย ให้กำหนดจุด ‘ขายตัดขาดทุน (Cut Loss)’ ในจังหวะที่เข้าลงทุน พร้อมๆ กับที่มีเป้าหมายในการ ‘ขายทำกำไร’ นั่นเอง


ลองนึกดูว่า...ถ้าคุณ ‘ขาดทุน 50%’ จะต้องทำ ‘กำไร 100%’ เพื่อจะกลับมาเท่าทุนเลยทีเดียว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

กำหนดจุด “Cut Loss”…ป้องกัน ‘การขาดทุนสาหัส’

การป้องกัน ‘การขาดทุนสาหัส’ นั้น ทำได้โดยการ ‘ขายตัดขาดทุน (Cut Loss)’ มักพบเจอบ่อยใน ‘หุ้นรายตัว’ เป็นการขายหุ้นออกไปแม้ว่าจะขาดทุน แต่ก็เพื่อปกป้องเงินลงทุนของคุณให้เสียหายน้อยที่สุด ไม่ลุกลามกลายเป็นการเสียหายหนักนั่นเอง


เทคนิคง่ายๆ นี้ กลับเป็นสิ่งที่นำไปปฏิบัติจริงกลับ ‘ไม่ง่าย’ อย่างที่คิด!!!


ย้อนกลับมาที่สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง ‘หุ้น’ นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนจะแบบเต็มตัว หรือสมัครเล่น หรือได้แบ่งเงินบางส่วนมาแล้วสำหรับการลงทุนในหุ้นก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกลุ่มนักลงทุนที่สามารถ ‘รับความเสี่ยงได้สูง’ การแกว่งตัวของหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา มีกรอบ 20 – 25% เป็นปกติ


“ดังนั้น มีคำแนะนำง่ายๆ ว่า คุณรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ให้นึกดูว่าเงิน 100 บาท ของคุณ ถ้าหายไปกี่เปอร์เซ็นต์ คุณยังจะรู้สึกสบาย ไม่กังวล และยังสามารถนอนหลับได้นั่นแหละ น่าจะเป็นจุดที่คุณสามารถรับความเสี่ยงได้ บางคนหุ้นลง 20% ยังยิ้มได้ ในขณะที่บางคนขาดทุน 5% ก็ทุกข์จนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ในลักษณะนี้อาจต้องจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวคุณเองจะดีที่สุด”

 

 

“ขาดทุน” ระดับไหน ถึงน่าจะยังพอจะมีเงินทุนไว้สำหรับลงทุนสร้างผล ‘กำไรชดเชย’ ได้ สำหรับกลุ่มที่เล่น ‘รายวัน (Daytrade)’  จุด Cut Loss จะไม่ลึก -3% หรือ -5% ก็เผ่นล่ะ เพราะจังหวะทำกำไรคืนใกล้เคียงกัน 3.09% และ 5.26% ตามลำดับ ซึ่งยังอยู่ในวิสัยของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นไทยที่พอคาดหวังได้


แต่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว หากมุมมองการลงทุนยาวขึ้น อาจจะสามารถรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้มากขึ้น แต่ก็ ‘ไม่ควรจะเกิน 20%’ เลยจากจุดนี้ต้องถือว่า ‘ขาดทุนสาหัส’ และอาจจะยากที่จะพลิกฟื้นคืนมาได้โดยง่าย ขาดทุน -10% ต้องทำกำไร 11.11% และขาดทุน -20% ต้องทำกำไร 25% เพื่อจะกลับมาเท่าทุน ใน ‘ระยะกลาง-ยาว’ ก็มีโอกาสเช่นเดียวกัน


“แต่ถ้าคุณทนขาดทุนปล่อยไหลไปไกลจนเกินกว่าระดับนี้ กำไรที่จะต้องทำเพื่อที่จะกลับมาเท่าทุนนั้น จะยิ่งต้องการตัวเลขกำไรที่มาก และไม่ง่ายที่จะทำได้ อย่างขาดทุน -50% ต้องทำกำไรมากถึง 100% เลยทีเดียว ฉะนั้นถ้าคุณปกป้องตัวเองจากการขาดทุนสาหัสได้ ก็ยังมีทุนรอนเอาไว้ที่จะลงทุนสร้างผลตอบแทนตีคืนกลับมาได้ ไม่เช่นนั้นลำพังจะกลับมาเท่าทุนยังยาก อาจต้องลืมเรื่องทำกำไรไปเลยทีเดียว”

 

 

กลไก “กองหุ้น”...ป้องกัน ‘การขาดทุนสาหัส’ อยู่แล้วในตัว

ปกติเวลาจะขยับจาก ‘ขาดทุนเล็ก’ ไปสู่ ‘ขาดทุนใหญ่’ มันจะเทลงไปอย่างเร็วเลยทีเดียว ถ้าใครไม่ได้ตั้งขายล่วงหน้าในจุด Cut Loss เอาไว้ ก็อาจขายไม่ทัน จนนำไปสู่การขาดทุนสาหัสติดตามมานั่นเอง


แต่เหตุการณ์ ‘ขาดทุนหนัก’ เช่นหุ้นรายตัวนั้น มักจะไม่เกิดขึ้นกับ “กองหุ้น” ในภาพรวม เหตุผลสำคัญประการหนึ่งเป็นเพราะ ‘กลไกการกระจายการลงทุน’ ของกองทุนนั่นเอง ที่ในพอร์ตจะมีการลงทุนในหุ้นตั้งแต่ 25 -30 ตัว บวกลบ แล้วแต่กองทุน คนที่ลงทุนผ่าน ‘กองหุ้น’ เพียง 1 กอง จึงเสมือนได้ลงทุนในหุ้นกระจายไปหลายสิบตัว ซึ่งน้ำหนักหุ้นแต่ละตัวก็จะเฉลี่ยกันไปเฉลี่ยไม่ถึง 5% ต่อตัวโดยปกติ


“ซึ่งโอกาสที่หุ้นแต่ละตัว จะเทลงมาหนักๆ พร้อมกันนั้น เกิดขึ้นไม่บ่อย ยกเว้นในช่วงวิกฤติ หรือมีเหตุการณ์ที่กระทบตลาดในภาพรวม ซึ่งก็เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และที่สำคัญมี ‘ผู้จัดการกองทุน’ คอยดูแลบริหารจัดการกองทุน คอยปรับน้ำหนักหุ้นในพอร์ตให้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะนั่นคือหน้าที่ของผู้จัดการกองทุนที่บริหารเงินลงทุนเป็นอาชีพของเขาเลยทีเดียว ในทางกลับกันจังหวะในขาขึ้นของกองหุ้นเองก็อาจจะไม่ได้หวือหวาเหมือนกับหุ้นรายตัวเช่นเดียวกัน”


ดังนั้น ถ้าลงทุนผ่าน “กองหุ้น” นักลงทุนไม่จำเป็นต้อง Cut Loss เร็วเหมือนกับหุ้นรายตัว สำหรับกอง Active Fund แต่ควรมีระยะเวลาในการลงทุนที่ยาวพออาจจะ 3-5 ปี พอประเมินดูผลการบริหารของกองทุนนั้นว่าเป็นอย่างไร ติดตามการลงทุนของกองทุนเป็นระยะๆ สงสัยอะไรก็สอบถามไปที่บลจ.ได้โดยตรง ทำไมยังถือหุ้นที่ขาดทุนไว้ ถือแบบนี้แล้วจะมีอนาคตมั้ย ฯลฯ ถ้าสงสัยถามได้เลย (ไม่ใช่ให้ผู้จัดการกองทุนบริหารแล้วเราไม่ต้องสนใจติดตามอะไร ไม่ใช่แบบนั้นนะ) หากให้เวลาแล้วเช่น 3 – 5 ปี แล้ว ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ตรงนั้นอาจพิจารณาในการ ‘เปลี่ยนกองทุน’ แล้วล่ะ


ในช่วงนี้ “ตลาดหุ้น” ยังคงไม่เป็นใจ หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญไม่แพ้การทำกำไรนั่นก็คือ การ ‘ป้องกันการขาดทุนสาหัส’ เพราะอาจทำให้นักลงทุนสูญเสียเงินลงทุนขนาดใหญ่จะยากจะตีคืนกลับมาได้ แต่หากทำได้...โอกาสในการทำกำไรจากตลาดหุ้นก็ยังคงมีอยู่เสมอ ที่สำคัญ “กองหุ้น” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในหุ้นเช่นเดียวกัน

Share: