กระแสอีคอมเมิร์ซ ดันหุ้นกลุ่มบรรจุภัณฑ์เติบโตแค่ไหน?

กระแสความร้อนแรงของหุ้นไอพีโอสุดฮอตอย่าง บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ที่กำลังจะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในเดือนตุลาคมนี้ ในหมวดธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (Packaging) โดยเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน

 

ล่าสุดยังมีกลุ่มนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) จำนวน 18 ราย ได้ลงนามในสัญญา Cornerstone Placing Agreement รวมทั้งสิ้น 676.53 ล้านหุ้น หรือประมาณ 60% ของจำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ซึ่งที่ปรึกษาการเงินต่างเคลมกันว่า เป็นจำนวนจองสูงสุดที่เคยพบเห็นมา

 

การเติบโตของ E-commerce ทำให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ของสินค้าอุปโภค-บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลายต่อหลายบริษัทในตลาดหุ้นไทย ขยายการลงทุนมายัง Packaging ต่อเนื่องอย่างบริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP ที่ขยายธุรกิจไปยังการผลิตกล่องลูกฟูก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ รองรับพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่ปัจจุบันอยู่ในหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค

 

ล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า เฉพาะบรรจุภัณฑ์สำหรับ Food Delivery ในปี 2563 น่าจะไม่ต่ำกว่า 250 ล้านชิ้น ทำให้ปริมาณการใช้งานบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในภาพรวม ซึ่งครอบคลุมทั้งบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร รวมถึงร้านอาหารรายย่อยอื่นๆ นอกเหนือจาก Food Delivery น่าจะมากกว่านี้อีกพอสมควร

 

เราเคยสงสัยหรือไม่ว่าในตลาดหุ้นไทยมีบริษัทอะไรบ้างที่ประกอบธุรกิจอยู่ในหมวดธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และการเติบโตเป็นอย่างไรกันบ้าง และน่าสนใจจริงหรือไม่ (ซึ่งไม่นับรวมบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในหมวด บรรจุภัณฑ์ แม้มีสายธุรกิจ บรรจุภัณฑ์) วันนี้ Wealthy Thai หาคำตอบมาให้นักลงทุนแล้ว โดยจากการตรวจสอบพบว่า 6 อันดับแรก ที่มีราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นมากสุดนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (23 ก.ย.63) คือ

 

อันดันแรก บริษัท เอส. แพ็ค แอนด์ พริ้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SPACK ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ ประเภทกล่องกระดาษ ได้แก่ กล่องพิมพ์พาณิชย์หรือกล่องพิมพ์ออฟเซ็ท กล่องลูกฟูก โดยความเคลื่อนไหวราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันปิดการซื้อขายที่ 2.36 บาท เพิ่มขึ้น 110.71%

 

ขณะที่ผลประกอบการผลประกอบการไตรมาส 2/63 มีกำไรสุทธิ 27.26 ล้านบาท พลิกเป็นกำไรจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 6.46 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรกของปี 63 มีกำไรสุทธิ 37.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 791.62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขาดทุนสุทธิ 5.49 ล้านบาท

 

โดยมีสาเหตุมาจาก ยอดขาย อยู่ที่ 613.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เกิดจากลูกค้ากลุ่มถุงมือยางขยายกำลังการผลิต และความต้องการใช้ถุงมือเพิ่มขึ้น จากสถาน COVID-19 ประกอบกับความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการสั่งอาหารแบบ Delivery

 

อันดับสอง บริษัท ไทยฟิล์มอินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TFI ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตฟิลม์ประเภทบรรจุภัณฑ์ และการพิมพ์ ได้แก่ BOPP Film, Polyester Film, CPP Film และ Metallized Film เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ โดยความเคลื่อนไหวราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันปิดการซื้อขายที่ 0.14 บาท เพิ่มขึ้น 100% แต่ล่าสุดรายงานว่าผลประกอบการครึ่งปีแรก 63 มีผลขาดทุนอยู่ที่ 156.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 59.21 ล้านบาท เพราะบริษัทต้องหยุดการผลิตทั้งหมดชั่วคราว

 

อันดับสาม บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือ SMPC ผลิตถังแก๊สปิโตรเลียมเหลวสำหรับบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โดยการดำเนินธุรกิจของ SMPC ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำอาหาร ซึ่งความเคลื่อนไหวราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันปิดการซื้อขายที่ 12.50 บาท เพิ่มขึ้น 96.85%

 

ขณะที่มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 182.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.3 % จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 122 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายเติบโต และมีอัตราการทำกำไรที่สูงขึ้น ขณะที่ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ลดลง ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปี 63 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 328.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121.60 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 58.77 % จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 206.91 ล้านบาท

 

อันดับสี่ บริษัท เอ.เจ.พลาสท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AJ ผลิตและจำหน่ายแผ่นฟิล์ม ได้แก่ แผ่นฟิล์ม BOPP BOPET BOPA (Nylon) CPP และ METALLIZED ซึ่งใช้แปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน เช่น ซองบรรจุอาหาร สิ่งของ เป็นต้น รวมทั้งใช้เคลือบกระดาษ ผิวไม้เฟอร์นิเจอร์ ฉนวนป้องกันความร้อนภายในอาคาร โดยความเคลื่อนไหวราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันปิดการซื้อขายที่ 15.30 บาท เพิ่มขึ้น 85.45%

             

ไตรมาส 2/2563 มีกำไรสุทธิ 271.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 738.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 32.33 ล้านบาท

 

ทำให้ครึ่งปีแรกของปี 63 มีกำไรสุทธิ 214.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 402.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 42.70 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น อันเป็นผลทําให้บริษัท มีอัตรากาไรขั้นต้นที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

 

อันดับที่ห้า บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PTL ผู้ผลิตและส่งออกพลาสติกฟิล์มใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์(Packaging) อุตสาหกรรม(Industrial) และอุปกรณ์ไฟฟ้า (Electrical) โดยความเคลื่อนไหวราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันปิดการซื้อขายที่ 22.20 บาท เพิ่มขึ้น 53.10%

 

ภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1 รอบปีบัญชี 2563/64 (1 เมษายน-30 มิถุนายน 2563) มีกำไรสุทธิ 1,218.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 635.97 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยจากอุตสาหกรรมแผ่นฟิล์มแผ่น PET ชนิดบาง ที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารขยายตัว 30-40% ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นสินค้าหลักของ บริษัทฯ คิดเป็นสัดส่วน 70-75% ของรายได้รวม

 

และสุดท้ายอันดับห้า บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) สำหรับสินค้าอุปโภคและบริโภค ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า (Made to Order) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ประเภทม้วน (Roll Form) และบรรจุภัณฑ์ประเภทซอง (Pre Form Pouch) โดยความเคลื่อนไหวราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันปิดการซื้อขายที่ 5.55 บาท เพิ่มขึ้น 50.82%

 

ขณะที่ผลประกอบการผลประกอบการไตรมาส 2/63 มีกำไรสุทธิที่ 30.08 ล้านบาท เติบโต 367.89% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายที่เติบโต การบริหารต้นทุนที่ดี และความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้น โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 324.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.39% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 279 ล้านบาท ส่วนงวดครึ่งปีแรก 63 มีกำไรสุทธิ 64.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115.47% และมีรายได้รวม 666.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.14% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 621.98 ล้านบาท

 

Share: