“หุ้นไทย”...ระยะสั้นดาวน์ไซด์ยังมี ‘แต่จำกัด’ -มองไปปีหน้าได้เห็น 1,500 – 1,550 จุด!!!

“ตลาดหุ้นไทย”...หลังจากเจอกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 คอยกดดันตลาด จนทำให้ธุรกิจในประเทศต้องหยุดตัวลงและการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศถึงขั้นติดลบ

           

ในปัจจุบันยังมีเหตุความสงบภายในประเทศอย่างปัจจัยการเมือง และกระแสข่าวธนาคารพาณิชย์ 4 แห่งของไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมการโอนเงินที่น่าสงสัย จนทำให้ตลาดย่อตัวลงมาอีกครั้ง หลังฟื้นตัวได้มาสักระยะตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 63 ที่ทำจุดต่ำสุดไว้ที่ 969.08 จุด

           

โดยยังมีการประเมินกันว่าในช่วงเดือนต.ค.ตลาดหุ้นไทยอาจจะย่อตัวลงแรง ซึ่งทำให้นักลงทุนไม่น้อยเกิดความกังวลเกี่ยวกับทิศทางตลดหุ้นต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร

 

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำมุมมองของ “ผู้เชี่ยวชาญ” จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน มาแชร์ให้แก่นักลงทุนที่สนใจไว้เป็นข้อมูลเพิ่มเติม

 

       

 

SET ช่วง Q4/63 ดาวน์ไซด์จำกัด…คาดสิ้นปี 1,400 จุด-ลุ้นปีหน้าแตะ 1,550 จุด

 

โดยเริ่มที่ “ธิดาศิริ ศรีสมิต” Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด ได้ให้มุมมองว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับตลาดโลกและภูมิภาคอื่น จึงประเมินว่าดาวน์ไซด์ของตลาดจากระดับปัจจุบันที่ 1,250 จุด น่าจะค่อนข้างจำกัด จากสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดจะยังคงผันผวนและเคลื่อนไหวตามความคาดหวังในฟื้นตัวภายหลังปลดล็อกดาวน์ และ ความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีน ซึ่งมองเป้าดัชนีสิ้นปีนี้ที่ระดับ 1,400 จุด และคาดการณ์ EPS growth ปีนี้ -32.5%

 

          

ธิดาศิริ ศรีสมิต

 

“สำหรับในปี 64 คาดว่าดัชนีจะอยู่ที่ระดับ 1,550 จุด โดยอยู่ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์โควิดเป็นหลัก หากมีแนวโน้มดีขึ้นและภาคการท่องเที่ยวค่อยๆกลับมา น่าจะเห็นดัชนีแตะที่ระดับเป้าหมายได้ และไทยน่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคในเชิงเปรียบเทียบเนื่องจากเศรษฐกิจพึ่งพิงกับการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศอื่น”

 

ส่วน EPS growth ในปีหน้า +29.64% สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังต่อการฟื้นตัวที่ค่อนข้างสูงในปีหน้า ขณะที่อัตราการปรับลดคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยปีนี้เริ่มชะลอลงหลังบางอุตสาหกรรมสามารถฟื้นตัวในไตรมาส 2 ได้ดีกว่าคาด

           

“โดยปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การอัดฉีดเงินเพิ่มเติมของประเทศหลักในโลก การคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 63”

           

นอกจากนี้ปัจจัยที่ต้องจับตาประกอบไปด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐ  ,นโยบายการเปิดประเทศและระดับของการตอบรับของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ,การระบาดรอบสอง ,ปัจจัยการเมืองทั้งในด้านการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลและการชุมนุมประท้วงของนักเรียน/นักศึกษา

 

แนะนักลงทุนเก็บหุ้นที่ ‘กระแสเงินสดมั่นคง-ฟื้นตัวได้เร็ว’

           

นักลงทุนที่สนใจแนะให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มี ‘Earnings Quality’ ค่อนข้างสูง และ ‘High Potential for Recovery’ ได้แก่หุ้นกลุ่มที่กระแสเงินสดมั่นคง (Defensive): Selective ในกลุ่มสาธารณูปโภค,กลุ่มส่งออกและกลุ่มสื่อสาร รวมถึงหุ้นที่ฟื้นตัวตามการผ่อนคลายการ Lockdown:  Selective ในกลุ่มค้าปลีก ,กลุ่มขนส่งมวลชน และกลุ่มท่องเที่ยว

 

“อย่างไรก็ดี “หุ้น” ก็ยังเป็น Asset Class ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาวเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่ายังอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง รวมถึงการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางเข้าสู่ระบบทั่วโลก ส่งผลให้สภาพคล่องอยู่ในระดับสูง เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง การกระจายการลงทุนไปในหลายภูมิภาคน่าจะสามารถลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนได้ระดับหนึ่ง”

  

มอง SET “ระยะสั้น” แนวรับ 1,250 -1,200 จุด...เหตุปัจจัยลบกดดัน-ลุ้นปีหน้า 1,500 จุด

 


ด้าน “ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ทาลิส จำกัด ได้ให้มุมมองถึงตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ว่า มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวลดลงได้ จาก ‘ปัจจัยภายใน’ ประเทศอย่าง การเมืองในประเทศที่ปัจจุบันได้เกิดการชุมนุมประท้วงของนักเรียน/นักศึกษา รวมถึง ‘ปัจจัยภายนอก’ อย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 63 ที่หลังจากสรุปผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ตลาดบางส่วนผิดหวังกับผลดังกล่าวและเทขายหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย จึงประเมินว่าสิ้นปีนี้ดัชนีจะอยู่ที่ 1,250 – 1,200 จุด

 

         

ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์

 

“โดยในปีหน้า ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะมีทิศทางที่ดีขึ้นหรือฟื้นตัวกลับไปที่ 1,500 จุด เนื่องจากจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณปี 64 ทำให้ช่วยฟื้นตัวเศรษฐกิจได้ดี ขณะเดียวกันทั่วโลกยังคาดหวังพัฒนาการของวัคซีน COVID-19 ซึ่งหากมีการเริ่มใช้ได้จริงก็จะช่วยให้ภาพรวมทั้งโลกดีขึ้นรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ที่การเติบโตของเศรษฐกิจมีการพึ่งพิงภาคท่องเที่ยวถึง 10-20%”

 

ชูหุ้นที่ฟื้นตัวได้เร็ว-ได้ประโยชน์จาก ‘COVID-19’

 

สำหรับกลุ่มหุ้นที่แนะนำเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวเร็วและได้รับประโยชน์จากการแพร่รบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งอาจจะต้องเน้นเป็นรายตัว เนื่องจากในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ยังมีบางตัวที่ได้รับผลกระทบหรือได้ประโยชน์ต่างกัน อาทิ กลุ่มท่องเที่ยวเที่ยว กลุ่มบริโภคและกลุ่มค้าปลีก โดยหุ้นบางตัวที่ปรับตัวลงมาก็ถือเป็นโอกาสลงทุนได้ในระยะยาว

 

“แม้ในระยะสั้น ท่ามกลางมรสุมปัจจัยลบที่รุมเร้าจะทำให้ภาพตลาดหุ้นไทยดูไม่สดใสเท่าไรนัก แต่ดาวน์ไซด์ก็ถือว่า ‘จำกัด’ ในขณะที่มองไปในปีหน้าหุ้นไทยเองก็มีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้ตามตลาดหุ้นประเทศอื่น หากพัฒนาการของวัคซีน COVID-19 เป็นไปที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกกลับมาฟื้นตัวได้ แต่อย่างไรก็การลงทุนที่ดีก็ควรกระจายการลงทุนให้ทั่วภูมิภาคเพื่อลดความเสี่ยงไว้ด้วยเช่นกัน”

Share: