“มีเงินน้อย”...ก็‘ทำประกันชีวิต’ ได้

เมื่อกล่าวถึง“การทำประกันชีวิต”คนส่วนใหญ่มักคิดว่าต้องจ่าย‘ค่าเบี้ยประกันที่สูง’จึงมองเป็นข้อจำกัดและทำให้ไม่อยากทำประกันชีวิตเหตุผลที่ทำให้หลายคนมองว่าประกันชีวิตมีค่าเบี้ยที่สูง อาจเป็นเพราะคุ้นเคยแต่ประกันชีวิต‘แบบสะสมทรัพย์’ซึ่งเป็นแบบประกันยอดนิยม หรือเมื่อจะทำประกันชีวิตก็อยากได้เงินคืนเร็วๆ ครบสัญญาไวๆ ตัวแทนหรือคนขายประกันจึงนำเสนอแต่ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เพื่อให้มีโอกาสขายได้มากขึ้น


“ทั้งนี้ ประกันชีวิตมีหลายแบบด้วยกัน และมีค่าเบี้ยประกันที่แตกต่างกัน ซึ่งประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ จัดว่าเป็นแบบประกันที่มีค่าเบี้ยค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประกันชีวิตแบบอื่นๆ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำประกันเพื่อสร้างความคุ้มครองและความมั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัว ขอแนะนำให้ทำความรู้จักประกันชีวิตแต่ละแบบ ซึ่งมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เพื่อเลือกแบบประกันชีวิตได้อย่างเหมาะสม”


ประกันชีวิตแบบพื้นฐาน สามารถแบ่งออกเป็น4แบบ ดังนี้


1.แบบชั่วระยะเวลา เป็นประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองเป็นช่วงระยะเวลา เช่น1 ปี 5ปี10ปีหรือ20 ปี โดยไม่มีเงินคืนระหว่างสัญญาจะได้รับเงินคืนเมื่อเสียชีวิตในระยะเวลาคุ้มครอง ‘จุดเด่น’คือให้ความคุ้มครองชีวิตสูง ซึ่งเบี้ยประกันจะถูกที่สุดเมื่อเทียบกับประกันชีวิตแบบอื่นๆ เหมาะกับผู้ที่มีภาระเยอะต้องการความคุ้มครองสูงและจ่ายเบี้ยประกันถูก‘ข้อจำกัด’คือไม่ได้รับเงินคืนเมื่อมีชีวิตอยู่จนครบสัญญา

 

 

2.แบบตลอดชีพเป็นประกันชีวิตที่คุ้มครองยาวถึงอายุมากๆ เช่น อายุ 80 ปี90 ปี หรือ 99 ปี จะได้รับเงินคืนเมื่อเสียชีวิต หรือมีชีวิตอยู่จนครบสัญญาตอนอายุ80 ปี90 ปี หรือ 99 ปี ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์เหมาะกับการสร้างมรดกให้ลูกหลาน ‘จุดเด่น’คือ ให้ความคุ้มครองชีวิตสูงทั้งนี้ เบี้ยประกันจะสูงกว่าแบบชั่วระยะเวลา เพราะได้รับเงินคืนทั้งกรณีที่เสียชีวิต หรือมีชีวิตอยู่จนครบสัญญา ‘ข้อจำกัด’ คือจะได้รับเงินคืนต้องรอครบสัญญา มักกำหนดไว้ที่อายุ 80 ปีขึ้นไป


3.แบบสะสมทรัพย์ เป็นประกันชีวิตที่เน้นได้รับเงินก้อนเมื่อครบสัญญา และส่วนใหญ่มีเงินคืนระหว่างสัญญาให้ด้วยซึ่งความคุ้มครองจะไม่สูง เหมาะกับผู้ที่ต้องการเก็บเงินเพื่อใช้ในระยะเวลา 10ปีหรือ20 ปี ‘จุดเด่น’คือเป็นการเก็บเงินร่วมไปกับการทำประกันชีวิต ข้อจำกัดคือเบี้ยประกันสูงเพราะมีการคืนเงินระหว่างสัญญา


4.แบบบำนาญหรือแบบเงินได้ประจำ เป็นประกันชีวิตที่ได้รับเงินบำนาญหรือเงินได้ประจำตอนอายุเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี หรือ 60 ปี ไปจนถึงอายุที่กำหนดไว้ เช่น อายุ 85 ปี หรือ 90 ปี ‘จุดเด่น’คือเหมาะกับผู้ที่ต้องการมีเงินเพื่อใช้จ่ายสม่ำเสมอ เสมือนยังมีรายได้ประจำในช่วงวัยเกษียณ ‘ข้อจำกัด’คือต้องรอจนถึงวัยเกษียณจึงจะเริ่มได้รับเงินบำนาญจากประกัน


ปัจจุบันมีประกันชีวิตแบบใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา คือ“ประกันชีวิตควบการลงทุน” หรือ“ยูนิตลิงค์ (Unit Linked)”เป็นประกันชีวิตที่มีทั้งความคุ้มครองชีวิตและการลงทุนจากกองทุนรวมในกรมธรรม์ฉบับเดียวกันโดยเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปนั้นจะแบ่งไปเป็นความคุ้มครองชีวิต และค่าธรรมเนียมต่างๆ ส่วนที่เหลือของเบี้ยประกันจะนำไปลงทุนผ่านกองทุนรวม


“พื้นฐานของกรมธรรม์แบบนี้จะเป็นแบบตลอดชีพคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี ซึ่งมีความยืดหยุ่นที่สามารถเลือกทุนประกันชีวิตเองได้ว่าจะเป็นจำนวนกี่เท่าของค่าเบี้ยประกัน และสามารถเลือกว่าจะจ่ายเบี้ยประกันกี่ปี ถ้าปีใดเราไม่ได้จ่ายเบี้ยประกัน บริษัทประกันจะขายกองทุนบางส่วนมาจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆของกรมธรรม์เพื่อทำให้กรมธรรม์ยังมีความคุ้มครองต่อ ดังนั้นกรมธรรม์แบบนี้เหมาะกับผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ ‘จุดเด่น’คือ มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวม แต่‘ข้อจำกัด’คือไม่ได้การันตีผลตอบแทนที่แน่นอน”


ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบความคุ้มครองของประกันชีวิตแต่ละแบบ ที่มีระยะเวลาจ่ายเบี้ยเท่ากันอยู่ที่ 10 ปี โดยใช้ตัวอย่าง ผู้ทำประกันอายุ 35 ปี มีรายได้ปีละ 500,000 บาท แบ่งเงิน 10%มาทำประกันชีวิต คือจ่ายเบี้ยประกันปีละ 50,000 บาท ความคุ้มครองที่ได้รับจากประกันชีวิตแต่ละแบบเป็นดังนี้

จะเห็นได้ว่า ประกันชีวิต‘มีหลายแบบ’อยู่ที่วัตถุประสงค์ในการทำประกัน ต้องการเน้นความคุ้มครองหรือเน้นการสะสมเงิน หรือเน้นรายได้ประจำหลังเกษียณโดยหากต้องการทำประกันชีวิตเพื่อเน้นสร้างความคุ้มครองให้กับครอบครัว แต่งบประมาณจำกัดสามารถเลือกทำประกันชีวิต‘แบบชั่วระยะเวลา’ แต่หากมีกำลังเพียงพอที่จะจ่ายเบี้ยประกันได้มากขึ้น สามารถเลือกทำประกันชีวิต‘แบบตลอดชีพ’ซึ่งมีระยะเวลาคุ้มครองที่นานขึ้น


“และเมื่อมีรายได้มากขึ้น หรือมีกำลังทรัพย์มากพอ สามารถเลือกทำประกันชีวิต ‘แบบสะสมทรัพย์’เพื่อรับเงินก้อนเมื่อครบสัญญา หรือทำประกันชีวิต‘แบบบำนาญ’เพื่อสร้างรายได้หลังเกษียณ ซึ่งแบบสะสมทรัพย์ และบำนาญ ไม่ได้เน้นความคุ้มครอง แต่เน้นการได้รับเงินเพื่อใช้จ่ายในอนาคต หรือถ้าชอบการลงทุนผ่านกองทุนรวมและรับความเสี่ยงได้ สามารถเลือกทำประกัน‘ยูนิตลิงค์’โดยเลือกทุนประกันให้เหมาะสมกับตัวเอง”


นอกจากนี้เมื่อเรามีประกันชีวิตแล้ว เราสามารถ‘เพิ่มความคุ้มครอง’ด้วยสัญญาเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันทุพพลภาพ ประกันโรคร้ายแรง ประกันค่ารักษาพยาบาล ซึ่งสัญญาเพิ่มเติมเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้คุ้มครองเป็นระยะเวลากี่ปี หรือเท่ากับสัญญาหลักเลยก็ได้ โดยเบี้ยประกันที่จ่ายเพิ่มขึ้นในส่วนของสัญญาเพิ่มเติมจะให้ความคุ้มครองเพียงอย่างเดียว มักไม่มีเงินคืนให้ แม้ว่าจะไม่ได้เบิกเคลมจากประกันเลยก็ตาม แต่ทำเพื่อให้เรามีความคุ้มครองครบตามความต้องการหรือลดความเสี่ยงในการจ่ายเงินก้อนใหญ่สำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น


“การทำประกันชีวิต” เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการวางแผนการเงินเพราะเป็นการ‘ปกป้องความมั่งคั่ง’ ของเราและครอบครัวหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งประกันชีวิตจะมาช่วยแบ่งเบาภาระที่เกิดขึ้น ทำให้เงินเก็บและความมั่งคั่งของเรายังคงมีต่อไป สิ่งสำคัญคือ ตัดสินใจทำประกันชีวิตได้ ‘ตรงตามเป้าหมาย’ และ ‘ความสามารถในการชำระเบี้ยประกัน’ ถึงแม้มีเงินน้อยก็ทำประกันชีวิตได้ค่ะ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected], สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th

Share: