จะช่วยกัน “คุ้มครองสิทธิ” และ “สวัสดิภาพ” ของแรงงานได้อย่างไร?

ภาคธุรกิจจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรโดยยัง “เคารพสิทธิมนุษยชน” ตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights – UNGPs) ภายใต้ข้อจำกัดและความท้าทายในยุคหลัง COVID-19 และสอดคล้องกับการส่งเสริม Recover Better” ตามแนวทางของสหประชาชาติ


“แรงงานทั้งสัญชาติไทยและแรงงานต่างชาติในทุกอุตสาหกรรมต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันและมีแนวโน้มที่ยังได้รับผลกระทบต่อไปขณะที่ธุรกิจกำลังฟื้นตัวภายใต้วิถีใหม่ ทุกฝ่ายจะช่วยกันคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของแรงงานได้อย่างไร”

 

 

หลากหลายมุมมองในการ “จัดการแรงงาน” และ “สิทธิมนุษยชน”

ปัจจุบันประเทศไทยได้เผชิญกับความท้าทายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและแรงงานในหลายด้าน ทั้ง ศักยภาพในการแข่งขัน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรสูงวัย การทดแทนแรงงานด้วยเครื่องจักร และจากสถานการณ์ COVID-19 ยังเพิ่มความท้าทาย ในเรื่องของ ‘การสูญเสียงาน’ และ ‘การจ้างงานใหม่’


“ดังนั้น เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว หน่วยงาน ต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้มีส่วนได้เสียในแต่ละกลุ่ม ทั้งกลุ่มองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ตัวแทนจากภาครัฐ  นายจ้าง และภาคธุรกิจ ได้นำเสนอมุมมองการจัดการแรงงาน และสิทธิมนุษยชน โดยบทความใน ‘ตอนที่ 1’ นี้ ได้นำเสนอมุมมองจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศมาแบ่งปันกัน”

 

 

ข้อเสนอแนะใน ‘การปรับตัว’ ต่อสถานการณ์ COVID-19…ของ “International Labor Organization Thailand (ILO)

จากปัญหา COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนตั้งแต่ แรงงาน ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาทิ แรงงานข้ามชาติ แรงงานหญิง และภาคเกษตร เป็นต้น จากงานวิจัย ILO พบว่า จำนวนชั่วโมงทำงานที่ลดลงมีผลต่อค่าแรงที่ได้รับ ซึ่งหากเกิด COVID-19 รอบที่ 2 จะทำให้ชั่วโมงงานลดลงมากขึ้น ILO มีข้อเสนอแนะรัฐบาล องค์กร ผู้มีส่วนได้เสีย ในหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้

 

 

  1. การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจ้างงาน โดยการพิจารณานโยบายเศรษฐกิจการเงินและการคลังของรัฐฯ ว่าได้มีการสนับสนุนอย่างไรบ้างเช่น การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การให้เงินกู้ปราศจากดอกเบี้ยระยะสั้น ตั้งแต่เงินกู้ของภาคธุรกิจไปจนถึงเงินกู้รายบุคคล และการช่วยเหลือทางการเงินให้กับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

  2. สนับสนุนผู้ประกอบการ แรงงาน และประชาชนให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบในช่วงล็อกดาวน์ เช่น การขยายการให้การคุ้มครองทางสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางซึ่งต้องมีมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

  3. คุ้มครองแรงงานในสถานประกอบการ โดยการสร้างอาชีวอนามัยในที่ทำงานจัดหาเครื่องมือ/อุปกรณ์พื้นฐานเช่น แอลกอฮอล์ล้างมือ หน้ากากอนามัย หรือมีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน เช่น การ Work From Home หรือการประชุมทางไกลผ่าน Video/Virtual Conference เป็นต้น

  4. การเจรจาทางสังคม (Social Dialogue) ทั้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง รัฐหรือกระทรวง หรือภาคส่วนต่างๆ เช่น องค์กรภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ หรือภาคการศึกษา ให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดกรอบนโยบายต่าง ๆ หรือข้อตกลงต่าง ๆ ที่สามารถใช้ได้จริงในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว



“นอกจากนี้ ILO ยังได้จัดทำคู่มือต่าง ๆ เช่น ปฏิญญาบรรษัทข้ามชาติ (MNE Declaration) ปฏิญญาไตรภาคว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับบรรษัทข้ามชาติ และนโยบายทางสังคม เป็นการให้แนวทางแก่บรรษัทข้ามชาติ รัฐบาลรวมถึงองค์กรนายจ้ายและองค์การลูกจ้าง ในด้านต่าง ๆ เช่น การจ้างงาน การฝึกอบรม สภาพการทำงานและการดำรงชีวิต ตลอดจนแรงงานสัมพันธ์”


Website ของ ILO รวบรวมและนำเสนอข้อมูล การตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด ของประเทศไทย รวมถึงประเทศต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลจากhttps://www.ilo.org/global/topics/coronavirus/regional-country/country-responses/lang--en/index.htm#TH


ข้อมูลจากการเสวนา “Thailand Business Leadership for SGDs 2020” ในโอกาสการฉลองครบรอบ 20 ปี เครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งสหประชาชาติ ณ ศูนย์ประชุมแห่งสหประชาชาติ กรุงเทพฯ 31 สิงหาคม 2563

Share: