‘เฉลี่ยต้นทุน’ แบบใส่มุมมอง…ด้วย “Value Averaging” !!!

การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความ "ผันผวน" ของราคาสูง เช่น หุ้น, กองทุนหุ้น, กองทุนประหยัดภาษีที่ลงทุนในหุ้นรวมถึงกองทุนดัชนีหุ้น


หนึ่งในกลยุทธ์ที่แนะนำกันสำหรับการลงทุนก็คือ “การเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging : DCA)" เป็นวิธีการลงทุนเพื่อเฉลี่ยต้นทุนโดยนักลงทุนจะต้องมีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยอาศัย ‘วินัย’ ในการลงทุน และต้องตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไป ซึ่งนักลงทุนน่าจะได้รับรู้กันมาบ้างแล้ว


แต่ก็ยังมีการ ‘เฉลี่ยต้นทุน’ อีกแบบที่มีการใช้อยู่เช่นกัน นั่นก็คือ Value Averaging : VA” นั่นเอง


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

ตั้งเป้าพอร์ตโต ‘อย่างสม่ำเสมอ’…ด้วย “Value Averaging : VA”

นักลงทุนส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับแนวคิดของ Dollar Cost Averaging : DCA”  ที่เป็นการใช้เงินจำนวนที่เท่ากันเข้าลงทุนอย่าง ‘สม่ำเสมอ’ ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะกับบุคคลทั่วไปที่ยังไม่มีความชำนาญใช้ประโยชน์จากวิธีการนี้ โดยอาศัยความสม่ำเสมอในการลงทุนเป็นหัวใจในการเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลงเป็นสำคัญ ซึ่งการลงทุนอย่างสม่ำเสมอยังช่วยสร้าง "วินัยในการลงทุน" ที่ดีให้กับผู้ลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย


“ดังนั้น DCA จึงเหมาะสมกับคนที่เริ่มรู้จักออมใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ลงทุนสามารถวางแผนชีวิตล่วงหน้าได้ดีพอสมควร แล้วไม่ยุ่งยาก ไม่วุ่นวายว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือตลาดหุ้นจะตก เราไม่สนใจ เพราะเป็นวิธีการออมและลงทุนทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ ใส่เงินเข้าไปลงทุนทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง ซึ่งพบว่าในระยะยาวจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่ำกว่าราคาตลาดของสินทรัพย์ที่ลงทุน ถือเป็น ‘ประโยชน์’ ที่เป็นผลพลอยได้จากวิธีการนี้นั่นเอง”


โดยแนวคิดของ Value Averaging : VA” นั้น ยังคงอาศัยแนวคิดของการลงทุนที่ ‘สม่ำเสมอ’ เช่นเดียวกัน แต่แทนที่จะใช้เงินลงทุนที่เท่ากันทุกงวดก็จะมีการใส่มุมมองของผู้ลงทุนที่มีต่อภาวะตลาดในขณะนั้นๆ เข้าไปด้วย เหมือนเป็นผู้จัดการกองทุนเล็กๆ ให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเอง เป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอโดยมีการบริหารจัดการเพื่อ ‘ปรับเพิ่ม’ หรือ ‘ปรับลด’ น้ำหนักการลงทุนควบคู่กันไปด้วย


"แนวคิดของ Value Averaging คือ มองว่าถ้าตลาดหุ้นตก ราคาหุ้นมีราคาถูกลง แทนที่เราจะใช้เงินจำนวนเท่าเดิมทุกๆ งวดในการซื้อหุ้น เราก็จะเพิ่มน้ำหนักเงินลงทุนเข้าไปเพื่อให้ได้จำนวนหุ้นหรือจำนวนหน่วยลงทุนในตอนที่ราคาหุ้นต่ำๆ ให้มากขึ้น และหากราคาหุ้นหรือราคาหน่วยลงทุนเพิ่มสูงขึ้นเราก็ไม่ได้ซื้อหุ้นแพงมาเฉลี่ยต้นทุนมากนัก ในบางกรณีที่ตลาดหุ้นขึ้นแรงมากๆ แสดงว่าความเสี่ยงเริ่มเพิ่มสูงขึ้น เราก็อาจไม่ต้องเพิ่มเงินลงทุน หรือขายหุ้นบางส่วนออกมาเพื่อนำเงินไปลงทุนในตลาดอื่นหรือตราสารอื่นที่ความเสี่ยงต่ำกว่าหรือมีราคาถูกกว่าก็ได้"

 

 

Value Averaging : VA”…ตั้งเป้าหมาย ‘พอร์ตโตอย่างสม่ำเสมอ’

วิธีการลงทุนแบบ Value Averaging : VA” นั้นไม่ยาก เพียงนักลงทุนต้องกำหนดเป้าหมายการลงทุนว่า มูลค่าพอร์ตการลงทุนจะต้องเพิ่มเป็นมูลค่าเท่าๆ กันทุกงวดการลงทุน เช่น งวดแรกตั้งเป้าหมายพอร์ตลงทุนไว้ 10,000 บาท งวดถัดไปต้องลงทุนให้มูลค่าพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาท งวดที่สามต้องเพิ่มเป็น 30,000 บาท มูลค่าพอร์ตลงทุนจะต้องเพิ่มเป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกงวดดังนี้ แต่ที่เราใช้เงินลงทุนแต่ละงวดไม่เท่ากันก็เพราะว่าราคาหุ้นหรือราคาหน่วยลงทุนมีขึ้นมีลงนั่นเอง

 

 

ตัวอย่าง นาย A ใช้เงินลงทุนเริ่มแรก 10,000 บาท ราคาหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10 บาท นาย A ก็จะได้หน่วยลงทุนมาทั้งหมด 1,000 หน่วยลงทุน(=10,000/10) คิดเป็นมูลค่าพอร์ตลงทุน 10,000 บาท วิธีการของ VA ตั้งเป้าหมายว่าเราจะลงทุนด้วยจำนวนเงินในแต่ละเดือนที่ทำให้มูลค่าพอร์ตของเราทวีขึ้นเดือนละ 10,000 บาท


พอถึงกำหนดต้องลงทุนงวดที่ 2 ราคาหน่วยลงทุนลดลงมาเหลือ 8 บาท มูลค่าพอร์ตลงทุนของเราก็ลดลงมาเหลือ 8,000 บาท นาย A จึงต้องลงทุนในงวดที่ 2 อีก 12,000 บาท เพื่อให้มูลค่ารวมของพอร์ตลงทุนของนาย A เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาท ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ จึงทำให้นาย A ได้หน่วยลงทุนเพิ่มมาที่ต้นทุน 8 บาท อีก 1,500 หน่วยลงทุน(=12,000/8)


พอถึงงวดที่ 3 มูลค่าพอร์ตลงทุนที่ตั้งเป้าไว้ต้องเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท แต่ปรากฏว่าราคาหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 12.5 บาท ทำให้มูลค่าพอร์ตลงทุนของนาย A เพิ่มขึ้นเป็น 31,250 (=2,500*12.5) ดังนั้นในงวดที่ 3 นี้นอกจากนาย A จะไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มแล้ว ยังจะต้องขายหน่วยลงทุนออกไป 1,250 บาท เพื่อให้มูลค่าพอร์ตตามที่ตั้งเป้าหมายไว้เป็น 30,000 บาทนั่นเอง


"ถ้างวดใดมูลค่าพอร์ตเพิ่มมากขึ้นจนเราต้องขายหุ้นหรือหน่วยลงทุนออกไป แสดงว่าตลาดขึ้นมาแรง ความเสี่ยงสูง การไม่ลงทุนในหุ้นเพิ่มและขายบางส่วนออกมานั้น ทำให้ผู้ลงทุนสามารถจัดสรรเงินลงทุนไปในตลาดอื่นๆ หรือตราสารประเภทอื่นๆ ได้ จากตัวอย่างด้วยวิธี Value Averaging นาย A จะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นเพียง 20,750 บาท ได้หน่วยลงทุนมา 2,400 หน่วย ที่ต้นทุนเฉลี่ย 8.65 บาท ซึ่งถูกกว่าวิธี Dollar Cost Averaging"


แต่ ‘จุดด้อย’ ของ Value Averaging ก็มีเช่นกัน เพราะหากราคาสินทรัพย์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง การจะทำให้พอร์ตโตได้ตามเป้าหมาย นักลงทุนจะต้องใช้เงินลงทุนเข้ามาเติมมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งหากรายรับมีจำกัด อาจกระทบต่อกระแสเงินสดของผู้ลงทุนในการใช้ชีวิตได้เช่นกัน หรืออาจจะยากที่จะทำให้ปฏิบัติได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ต่างกับ Dollar Cost Averaging ที่รู้แน่ๆ เลยว่า ...แต่ละงวดจะใส่เงินเข้ามาเท่านี้ก็ว่ากันไปนั่นเอง


อย่าลืมว่า นักลงทุนเองก็สามารถ ‘ลดความเสี่ยง’ ได้ด้วยการเข้า "ทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ" ในการเข้าซื้อแต่ละครั้งอาจจะซื้อถูกจังหวะบ้าง ผิดจังหวะบ้าง แต่ในที่สุดต้นทุนในการลงทุนก็จะเฉลี่ยกันไป ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนมี "ต้นทุน" ในการลงทุนโดยเฉลี่ยที่ต่ำกว่าการเข้าลงทุนเพียงครั้งเดียวนั่นเอง ซึ่งแนวคิดของ ‘Value Averaging: VA’ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

Share: