“ค่าเงินบาท” ยังแกว่งตัว...มี ‘Hedge’ ไว้ก็ไม่เสียหาย-ลดความผันผวนค่าเงิน !!!

เรื่องของ “อัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงิน” ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่จะเข้ามากระทบต่อผลตอบแทนการลงทุนได้ทั้งเชิง ‘บวก’ และ ‘ลบ’


เราคงเคยได้ยินว่าในบางจังหวะต่างชาติขนเงินมาลงใน ‘ตลาดหุ้นไทย’ กะเอาทั้ง 2 เด้ง คือ ผลตอบแทนจากหุ้นด้วย แล้วก็กำไรจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นด้วย เป็นต้น


เรื่องของ ‘ค่าเงิน’ จึงเป็นหนึ่งใน ‘ความเสี่ยงหลัก’ ของการลงทุนในต่างประเทศ จะไปลงทุนเองหรือผ่าน ‘กองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF)’ ก็ตาม


ซึ่ง ‘กอง FIF’ ที่เป็นกองหุ้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีการ ‘ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged)’ เอาไว้ สินทรัพย์บางประเภทก็มีการ ‘ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedged)’ เช่น กองตราสารหนี้ เป็นต้น


ทิศทางของ ‘ค่าเงินบาท’ เอง ในระยะสั้นแม้จะอ่อนค่าลงมาบ้าง แต่แนวโน้มในระยะกลาง-ยาวยังมีแนวโน้มที่ ‘แข็งค่า’ เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง แล้วเราควรจะเลือกกองทุนแบบไหนดี ‘Hedged’ หรือ ‘Unhedged’ ดี


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำมุมมองของ “ผู้เชี่ยวชาญ” ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) มาแชร์หรือเป็นความรู้เพิ่มเติมให้แก่นักลงทุนกัน

 

 

มอง “ระยะสั้น” เงินบาทอาจ ‘อ่อนค่า’ จับตาQ4/63 เลือกตั้งสหรัฐฯ...เชื่อ “ระยะยาว” ท่องเที่ยวหนุนเงินบาท ‘แข็ง’

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ‘ค่าเงินบาท’ เองก็มีความผันผวนเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่ยากจะคาดการณ์ได้ แต่การออกไปลงทุนในต่างประเทศผ่าน ‘กองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศ (FIF)’ ก็ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยจุดมุ่งหมายหลักคือ การกระจายการลงทุนไปแสวงหาผลตอบแทนในสินทรัพย์ต่างๆ ในต่างประเทศ ส่วนของ ‘ค่าเงิน’ ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่เข้ามากระทบได้ทั้งบวกและลบ แต่ก็ไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักของการลงทุนแต่ประการใด


โดยเริ่มที่ “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน และลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองว่า เมื่อการลงทุนมีปัจจัยอย่างอัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงินเข้ามา ถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามาในการลงทุน แม้ว่าเราจะได้ประโยชน์จากค่าเงินฝั่งใดฝั่งหนึ่งแล้ว แต่ในทางกลับกันก็ยังมีความเสี่ยงอีกฝั่งหนึ่งด้วย ซึ่งในระยะนี้คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะยังคงแกว่งตัวได้ไม่มากนัก แต่แนวโน้มในอนาคตประเมินว่าจะเริ่มอ่อนค่า เนื่องจากในไตรมาส4/63 มีความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ซึ่งมีโอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์จะกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงระยะสั้นๆ

 

(ดร.สมชัย อมรธรรม)

 

“ส่วนในระยะยาว มองว่าค่าเงินบาทจะยังคงกลับมาแข็งค่าได้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาแม้จะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ แต่ค่าเงินบาทยังสามารถแข็งค่าได้ จึงประเมินว่าหากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาและแปลงค่าเงินต่างชาติเป็นเงินบาทได้ก็จะช่วยให้ค่าบาทกลับมาแข็งค่าได้”


หากจะให้แนะนำนักลงทุนว่าควรทำ ‘ประกันความเสี่ยง’ หรือ ‘Hedging’  ขึ้นอยู่กับการรับความเสี่ยงของนักลงทุน ในปัจจุบันเองก็มีกองทุนบางกองทำ Fully Hedging เพื่อผลตอบแทนใกล้เคียงกับ Master Fund  ซึ่งก็จะช่วยกำจัดเรื่องความเสี่ยงค่าเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนได้ดี ขณะเดียวกันก็จะกองทุนประเภทที่เปิดรับความเสี่ยง ซึ่งผลตอบแทนก็จะขึ้นอยู่กับค่าเงินแต่ในระยะยาว

 

 

“กำไรแฝง” จากอัตราแลกเปลี่ยน...หนึ่งตัวเลือกการสร้างผลตอบแทน

สำหรับผลตอบแทนที่แฝงมากับค่าเงินบาทถือว่าอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกองทุนที่เปิด ‘รับความเสี่ยง’ ที่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาทิศทางของค่าเงินบาท ‘แข็งค่า’ หลังจากเจอสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-9 ค่าเงินบาทก็มีการอ่อนค่ามาบ้าง แต่แนวโน้มทั้งปีเชื่อว่าจะยังเป็นบวกได้สำหรับกองทุนเปิดโดยในแง่การบริหารจัดการของบลจ.นั้น ในปัจจุบันทั้งกองทุนที่ทำ ‘ประกันความเสี่ยง (Hedged)’ และ ‘ไม่ทำประกันความเสี่ยง (Unhedged)’ นโยบายการจัดการขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองและตัวสินทรัพย์ อย่างน้ำมันหรือทองคำ จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ


ขณะที่กองทำ ‘ประกันความเสี่ยง’ ก็จะใช้ ‘ดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน’ ในบางเวลาก็จะมีการเปิดและปิดการทำรับประกันความเสี่ยงโดยขึ้นอยู่กับภาวะตลาด


“ท้ายที่สุดแล้วการทำประกันความเสี่ยงหรือไม่ ผู้อยู่กับการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน ซึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทำประกันความเสี่ยง ก็แนะนำให้ลงทุนกับกองทุน เนื่องจากการทำประกันความเสี่ยงค่อนข้างมีความซับซ้อนและต้องใช้ข้อมูลค่อนข้างเยอะ จึงไม่แนะนำให้บริหารจัดการด้วยตนเอง”

 

 

เลือกลักษณะการลงทุน…ก่อนจำกัดผลตอบแทนด้วย Hedged

ขณะที่ “สาห์รัช ชัฎสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ จำกัด ให้มุมมองว่า รูปแบบการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนจะมีอยู่ 2 ลักษณะ ประกอบไปด้วยการลงทุนโดยคาดหวัง ‘ผลตอบแทนจากตลาด’ ที่ลงทุนหรือผลการดำเนินงานบริษัทและคาดหวัง ‘ผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยน’ ของค่าเงิน ซึ่งการทำประกันความเสี่ยง ผู้ลงทุนจะต้องเข้าใจและรู้เป้าหมายการลงทุนของตนเองก่อนว่ารับความเสี่ยงได้ในส่วนของความผันผวนของตลาดหรือความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งนักลงทุนบางคนก็อาจจะรับความเสี่ยงได้ทั้งสองทาง จึงอยากให้เป็นการตัดสินใจของนักลงทุน

 

(สาห์รัช ชัฎสุวรรณ)

 

“แต่อย่างไรก็ดี นักลงทุนที่หวังผลตอบแทนจากตลาดหรือผลการดำเนินของบริษัทก็ควรทำการประกันความเสี่ยงไว้เพื่อไม่ให้เรื่องค่าเงินมามีผลต่อผลตอบแทนมากนัก แม้ว่าในบางความผันผวนของตลาดจะช่วย Natural Hedge หรือ การสร้างสมดุล ได้ ซึ่งลูกค้าบางคนของบลจ.ก็เลือกจะทำประกันความเสี่ยงไว้เช่นกัน”

 

 

แนะนักลงทุนใน “ตราสารหนี้”...ควรลดความเสี่ยงผลตอบแทนด้วย Hedged

สำหรับกำไรที่แฝงมาจากอัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงิน ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมอย่างภาวะตลาด ซึ่งมีความผันผวนค่อนข้างสูง แต่หากเป็นลงทุนในหุ้น ความผันผวนของ ‘หุ้น’ จะสูงกว่าค่าเงิน จึงสามารถปล่อยให้เป็นไปตามจังหวะเวลาได้ ส่วนการลงทุน ‘ตราสารหนี้’ นั้น ค่อนข้างมีความผันผวนน้อย ในบางครั้งจึงต้องมีการทำประกันรับความเสี่ยงไว้


“อัตราการแลกเปลี่ยนถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่นักลงทุนในต่างประเทศไม่ควรมองข้าม ยิ่งในสภาวะที่ค่าเงินมีความผันผวนแล้ว การ ‘ทำประกันความเสี่ยง’ เองก็ถือเป็นหนึ่งตัวเลือกได้ดีในการช่วยลดความเสี่ยงจากค่าเงิน แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้จะที่ตัดสินใจได้ก็ขึ้นอยู่กับการรับความเสี่ยงในแต่ละตัวบุคคล และไม่ว่า ‘เงินบาท’ จะเป็นยังไง นักลงทุนไทยก็ยังติดปีกเงินลงทุนไปต่างประเทศอยู่ได้นั่นเอง”

Share: