ศึกเลือกตั้งสหรัฐ กับความกดดันศก.ไทย ที่ต้องเลือกว่าจะร่วม CPTPP หรือไม่?

ล่าสุดผลตรวจ Covid-19 ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ และ “เมลาเนีย ทรัมป์” สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เป็นบวก! หมายถึงว่าทั้งคู่ติด Covid-19 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเจ้าตัวเป็นคนทวิตเองผ่าน Twitter ว่ากำลังกักกันตัวและเราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน


ส่วนด้าน “เลือกตั้งสหรัฐ” ก็กำลังเข้มข้น การโต้วาที หรือ Election Presidential Debate of 2020 นัดแรกเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างผู้ลงสมัครเลือกตั้ง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน จากพรรคริพับลิกันกับ “โจ ไบเดน” จากพรรคเดโมแครต โดยการดีเบตครั้งแรก ทั้ง 2 ฝ่ายได้โต้ตอบกันไปมาตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ในประเด็นการเลี่ยงจ่ายภาษีของทรัมป์ การนำนโยบาย Obama Care ของไบเดนที่จะนำกลับมาใช้อีกครั้ง หากชนะการเลือกตั้ง ซึ่งพอเถียงกันมาทำให้ประเด็นท้ายๆ อาจจะพูดไม่ครบ โดยเฉพาะในเรื่อง “สงครามการค้า” ซึ่งเกี่ยวกับเศรษฐเอเชีย และเศรษฐกิจไทยโดยตรง


อย่างไรก็ตามทรัมป์และไบเดนจะดีเบตกันอีกรอบที่ 2 และ 3 ในวันที่ 15 ต.ค. และ 22 ต.ค.63 ก่อนจะเลือกตั้งจริง สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจบ้านเรา Wealthy Thai ได้หาคำตอบมาฝากนักลงทุน โดยดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆ การดีเบตครั้งแรกยังไม่ได้ลงรายละเอียดในส่วนข้อย่อยเรื่องสงครามการค้ามากนัก เนื่องจากมัวแต่ทะเลาะกัน แต่จากที่ศึกษานโยบายเศรษฐกิจของทั้งคู่พบว่า ทั้งทรัมป์และไบเดนเห็นตรงกันเรื่อง “การกีดกันจีน” ไม่ให้เป็นประเทศมหาอำนาจ จึงพยายามลดบทบาทจีนในตลาดโลก และความพยามสร้างความเข้มแข็งจากภายในของสหรัฐ


“ซึ่งไม่ว่าทรัมป์หรือไบเดนจะชนะเลือกตั้ง แต่ไม่เป็นผลดีกับการค้าเสรี หรือในยุคโลภาภิวัตน์ในตลาดโลก เพราะฉะนั้นจึงกระทบกับไทยแน่ๆ แต่จะมีความแตกต่างกัน” ดร.อมรเทพกล่าว

 

 

ทรัมป์มาไม่เซอร์ไพรส์ เทรดวอร์ยังคงรูปแบบเดิม!

หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ทรัมป์จะเน้น Trade War ระหว่างสหรัฐกับจีน Trade War จะยังคงดำเนินต่อไป และรุนแรงขึ้น สุดท้ายจะนำไปสู่ Tech War จากทุกวันนี้ที่สหรัฐพยายามลดความแข็งแกร่งของ Huawei ซึ่งในอนาคตก็คงมีการแบ่งเทคโนโลยีเป็น “2 ขั้ว” ระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบกับตลาดเกิดใหม่อย่างแน่นอน หลังจากนี้ประเทศไทยจะพึ่งพาการค้าจากจีนได้น้อยลง จากบทบาทการเป็น Supply Chain ของจีนที่ลดลง และอีกประการคือ “ต้นทุนการใช้เทคโนโลยีของไทย” จะสูงขึ้น เพราะเราต้องใช้ทั้ง 2 ระบบ ทั้งสหรัฐและจีน


ทั้งนี้ไม่ใช่อะไรใหม่ เราก็คงปรับตัวจากนโยบายทรัมป์ที่มี 4 ปีแล้ว ดังนั้นแรงที่จะส่งผ่านมายังประเทศไทย อาจไม่ได้รุนแรงมากนัก ไทยก็ต้องเน้นการค้ากับสหรัฐมากขึ้น รวมถึงจะต้องหาตลาดใหม่ๆ สำหรับส่งออกสินค้า


หากไบเดนชนะเลือกตั้ง – กรณีนี้น่าสนใจ เพราะไบเดนจะใช้นโยบาย “โอบล้อมจีน” เพื่อลดความแข็งแกร่งของจีน ผ่านข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ซึ่งก็คือ Trans-Pacific Partnership (TPP) ข้อตกลงเก่าที่ในอดีตนายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้นโยบายนี้ดำเนินนโยบายในเอเชีย ซึ่งเน้นการสร้างพันธมิตรทางการค้าการลงทุนในเอเซียแปซิฟิก ซึ่งในอาเซียน ไทยไม่ได้อยู่ใน TPP เก่า และใน CPTPP ขณะที่เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น อยู่ใน 2 ข้อตกลงทั้ง TPP และ CPTPP

 

 

ผลชนะเลือกตั้งกดดันไทยต้องเลือกว่าจะเข้าร่วม CPTPP หรือไม่

“ก็ต้องจับตาว่าในอนาคตหากไบเดนชนะการเลือกตั้ง น่าสนใจว่าสุดท้ายการค้าในภูมิภาค จะลดสัดส่วนการค้าของประเทศไทยลง และทำการค้ากับทางสหรัฐที่ทำการค้าในอาเซียนได้น้อยลง เนื่องจากไทยไม่ได้ร่วมข้อตกลง นอกจากนี้ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติอาจลดลง โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งอาจย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่นแทน ดังนั้นหากผลเลือกตั้งออกมา ไบเดนชนะ ประเทศไทยต้องทบทวนว่าเราควรเข้าร่วม CPTPP หรือไม่ เราจะเชื่อมกับจีนและสหรัฐอย่างไร นี่คือโจทย์และความท้าทายใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเจอ ซึ่งต้องยอมรับว่าเรามีแต้มน้อย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน เราจึงต้องแก้เกมให้ทัน ซึ่งอาจเข้าร่วมกลุ่ม หรือหากไม่เข้าร่วมกลุ่มต้องวางกลยุทธ์ว่าประเทศไทยจะเดินหน้าอย่างไร” ดร.อมรเทพกล่าว


ดร.อมรเทพกล่าวปิดท้ายว่า แน่นอนว่า CPTPP มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เป็นไปไม่ได้ที่เจรจาแล้วทุกคนจะได้ประโยชน์ แต่หลักการคือกลุ่มที่ได้ประโยชน์ต้องมาช่วยดูแลประเทศที่ได้ประโยชน์น้อยกว่า ดังนั้นสิ่งที่สังคมกังวลเรื่องยาและเมล็ดพันธุ์ ต้องบอกว่าไม่มีอะไรดี 100% ต้องดูผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย จะเอาจุดเดียวมาขยายความทั้งหมดไม่ได้



ที่มา

https://edition.cnn.com

Share: