“SET50” ดิ่งหนักช่วง 9 เดือนแรก...สะท้อน ‘หุ้นใหญ่’ เริ่มน่าสนใจ !!!

“ตลาดหุ้นไทย” หลังจากผ่านสถานการณ์แพร่ระบาดของ ‘ไวรัส COVID-19’  ตัวดัชนีก็ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจุดต่ำสุดที่ 969.08 จุด หลังในช่วงเดือนมีนาคม 63 แม้ว่าในบางช่วงจะมีการย่อตัวลงมาบ้างก็ตาม


แต่ในขณะเดียวกัน “SET 50” ที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ในการลงทุน กลับไม่ได้การตอบรับที่ดีนัก โดยในปัจจุบัน (ณ วันที่ 30 กันยายน 63) ดัชนี SET50 Index ยังคงติดลบ -26.90% และผลตอบแทนรวมของดัชนี (SET50 TRI) อยู่ที่ -24.89%


เรียกว่า “หุ้นใหญ่” ในภาพรวมยังดูอาการไม่ค่อยดีนัก แต่การปรับตัวลงมามาก ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นจังหวะในการเข้าลงทุนเช่นเดียวกัน


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากจะนำเสนอข้อมูลผลงานของกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในดัชนี SET50 Index ในช่วง 9 เดือนแรกมาให้แก่นักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในดัชนีดังกล่าวกัน

 

 

 

“กอง T-SET50” โชว์ผลงานดีสุดช่วง 9 เดือนแรก ...ผลงานติดลบ 24.73%

สำหรับองค์ประกอบของ “ดัชนี SET50” นั้น อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นกลุ่ม ‘การให้บริการ’ ที่มีสัดส่วน 29.80% รองลงมาเป็นกลุ่ม ‘ทรัพยากร’ มีสัดส่วน 26.91% ถัดมาเป็นกลุ่ม ‘ธุรกิจการเงิน’ 12.96%, ‘อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง’ มีสัดส่วน 10.09% และกลุ่ม ‘เทคโนโลยี’ 9.68%


ส่วนหลักทรัพย์ 10 อันดับสูงสุด ประกอบไปด้วย PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), AOT หรือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), ADVANC หรือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), SCC หรือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)


GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), PTTEP หรือบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), BDMS หรือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน), CPF หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)และ SCB หรือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)


“ซึ่งถือเป็นหุ้นใหญ่ที่เป็นผู้นำของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศไทย นักลงทุนหลายคนเห็นชื่อก็คงลงทุนได้อย่างสบายใจ”

 


อย่างไรก็ตามช่วง 9เดือนแรกที่ผ่านมานั้น ดัชนี SET 50 ยังคงดำดิ่งทิ้งตัวไม่ฟื้นจากพิษไข้ของวิกฤติ COVID-19 ที จึงส่งผลให้ในภาพรวมของกลุ่ม “กองทุนดัชนี SET50” มีสภาพแดงเดือดไม่แตกต่างกันแต่ประการใด เพราะกองทุนกลุ่มนี้มีการบริหารเชิงรับ (Passive Fund) ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุดนั่นเอง เรียกว่า ‘จะขึ้น’ หรือ ‘จะลง’ ก็ล้อไปกับดัชนี SET50 ไปด้วย


โดยผลการดำเนินงานของกองทุนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะยังคง ‘ติดลบ’ อยู่ทั้งหมด ซึ่งกองทุนที่มีผลงานดีสุด ได้แก่ “กองทุนเปิดธนชาต SET50 (T-SET50)” ติดลบ 24.73% มีนโยบายเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET50 เป็นหลัก หรือ50 หลักทรัพย์แรกที่ผ่านเกณฑ์ตามตลาดหลักทรัพย์ฯ  ซึ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีSET 50 (passive management)


รองลงมาเป็น “กองทุนเปิดธนชาต SET50 เพื่อการเลี้ยงชีพ (T-SET50RMF)” ติดลบ 24.77% ซึ่งมีนโยบายใกล้เคียงกันกับ ‘กอง T-SET50’ หรือลงใน 50 หลักทรัพย์แรกที่ผ่านเกณฑ์ตามตลาดหลักทรัพย์ฯ  แต่มีแตกต่างที่ มีนโยบายสร้างผลตอบแทนตามการเคลื่อนไหวของ SET50 TRI


และอันดับที่ 3 “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET50 INDEX -ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (SCBSET50E)” ติดลบ 24.81% มีลงทุนในตราสารทุนโดยมี net exposure ในตราสารดังกล่าว เน้นลงทุนในหุ้นทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET50 ซึ่งจะจำลองการเคลื่อนไหวของดัชนี SET50 เพื่อให้กองทุนมีผลตอบแทนใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนของดัชนี SET50 มากที่สุด


สำหรับกองทุนที่มีผลงานต่ำที่สุดของกลุ่มเป็น “กองทุนเปิดพรินซิเพิล เดลี่ เซ็ท 50 อินเด็กซ์ โดยอัตโนมัติ (PRINCIPAL SET50-A)” ที่ในช่วง 9 เดือนแรกยังติดลบ 25.64% โดยกองทุนมีนโยบายของกองจะลงทุนหรือมีไว้ซึ่งหุ้นสามัญจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี SET50 หรือหลักทรัพย์ประเภทอื่นๆที่มีผลในการคํานวณดัชนีSET50 และจะส่งผลให้มี net exposure ในตราสารทุน


“ผลการดำเนินงานของ ‘กองทุน SET50’ โดยรวมถือว่ายังทำได้ใกล้เคียงกับ ‘ดัชนี SET50’ มีความแตกต่างกันของกองที่ ‘ดีสุด’ และ ‘แย่สุด’ เพียง 0.91% เท่านั้น ซึ่งนักลงทุนที่ยังสนใจลงทุนในกองทุนดังกล่าว ก็อาจจะต้องศึกษานโยบายของแต่ละกองให้ดีถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะเงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำของกองนั้นมีเริ่มตั้งแต่ 1บาทไปจนถึงหลักพันบาท และมีกระบวนการลงทุนเพื่อเกาะดัชนีที่อาจจะแตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน”

Share: