“กองหุ้นจีน” เสน่ห์แรง...9 เดือนแรกเงินไหลเข้าสุทธิมากสุดกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท

 

ภาพรวมการลงทุนในปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปี ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันเข้ามาอย่างหนัก ไม่ว่าจะสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ปัจจัยการเมืองภายในประเทศและต่างประเทศสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ

           

“อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย” เองก็มีสินทรัพย์สุทธิลดลงเหลือ 4.8 ล้านล้านบาท ลดลง -11.6% จากสิ้นปี62 !!!

 

ทำให้กระแสเงินจำนวนมากไหลเข้า-ออกหรือโยกย้ายเงินออกจากบางสินทรัพย์มาเข้าในสินทรัพย์อื่น ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์เสี่ยงหรือสินทรัพย์ปลอดภัย

 

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ มีข้อมูลความเคลื่อนไหวจาก “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ถึงภาพรวมตลาดกองทุนในช่วงไตรมาส 3/63 และตั้งต้นปีถึงกันยายน 63 มาแชร์ให้แก่นักลงทุนกัน

 

          

 

“ดอกเบี้ยต่ำ” หนุนเงินโยกเข้าสู่ ‘สินทรัพย์เสี่ยง’-ไตรมาสที่3/63 อุตสาหกรรมกองทุนรวมมีเงินไหลเข้าสุทธิ 7.8 พันล้านบาท

           

สำหรับช่วงไตรมาสที่ 3 หลายประเทศยังเจอสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 ที่ยังเป็นแบบระบาดต่อเนื่องหรือบางประเทศในเอเชียมีการระบาดเป็นระลอก 2-3 ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกแตะระดับ 30 ล้านคนมาตั้งแต่กลางเดือนกันยายน โดยยังมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศแถบทวีปอเมริกาหรือประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงอย่างอินเดียขณะเดียวกันจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทางฝั่งยุโรปก็กลับมามีแนวโน้มสูงขึ้น

           

“ประเทศไทยยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่จากต่างประเทศรายวันในขณะที่ยังมีการเฝ้าระวังการติดเชื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้โดยรวม COVID-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ หลายประเทศยังดำเนินนโยบายผ่อนคลายการเงินใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อาจมีเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง สะท้อนไปยังตลาดหุ้นหลายประเทศที่ปรับตัวขึ้นมา”

 

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมากองทุนรวมไทยมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิรวม 7.8 พันล้านบาท โดยส่วนใหญ่กลุ่มที่มีเงินไหลเข้าสุทธิจะเป็นกลุ่มกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนต่างประเทศเช่น China Equity, Global Equity, Flexible Bond, Global Bond, และ US Equity เป็นต้น

 

“ในขณะที่กองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นทิศทางเงินไหลออกสุทธิเช่น Aggressive Allocation,Equity Large-Cap และ Money Market เป็นต้น”

 

ทั้งนี้ดัชนี SET Indexในช่วงไตรมาสล่าสุดเป็นไปในทิศทางปรับตัวลงรวมทั้งไม่มีเม็ดเงินลงทุนจากกองทุนประหยัดภาษีที่เคยช่วยหนุนดัชนี SET Index กลุ่ม Equity Large-Cap จึงมีเงินไหลออกสุทธิ -8.7 พันล้านบาทในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาโดยเม็ดเงินส่วนใหญ่มาจาก บลจ.ธนชาต รวม -5.3 พันล้านบาท ในขณะที่บลจ. อื่นๆ มีเงินไหลออกสุทธิต่ำกว่าหลักพันล้านบาท

 

“ไตรมาสที่3/63” เงินไหลเข้าสุทธิ ‘กองทุนหุ้น’ มากสุดกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท

 

ในไตรมาส 3 นี้ เงินลงทุนไหลเข้า-ออกมีทิศทางที่เปลี่ยนไป โดยมีเงินไหลเข้ากลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดย ‘กองทุนรวมตราสารทุน’ เป็นกองทุนรวมเพียงประเภทเดียวมีเงินไหลเข้าสุทธิที่ระดับ 4.8 หมื่นล้านบาทและเป็นเงินลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก

 

แตกต่างจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีเงินไหลเข้าตราสารเสี่ยงต่ำมาก อย่าง ‘กองตราสารตลาดเงิน’ ที่สูงถึงระดับ 7 หมื่นล้านบาท ด้าน ‘กองทุนรวมตราสารหนี้’ มีทิศทางเงินไหลออกสุทธิที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยล่าสุดมีเงินไหลออกสุทธิรวม -3.5 พันล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าไหลออกสุทธิระดับ 3 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้มีเพียงกลุ่ม Flexible Bond, Global Bond และ Short Term Bond เท่านั้น ที่มีเงินไหลเข้ารวม 3.4 หมื่นล้านบาท ‘กองทุนรวมผสม’ มีเงินไหลออกสุทธิ รวม -2.6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นเงินไหลออกสูงสุดจากกองทุนกลุ่ม ‘Aggressive Allocation’ (ที่มีการลงทุนในตราสารทุนไทยเป็นหลัก)

           

“ในขณะที่ ‘กองทุนรวมผสม’ กลุ่มอื่นมีเงินไหลออกสุทธิเช่นกัน แต่เป็นปริมาณที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ที่ระดับต่ำกว่า 5 พันล้านบาท กองทุนรวมประเภท Commodities มีเงินไหลออกสุทธิ -1.6 พันล้านบาทต่ำสุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นในจำนวนนี้เป็นเงินไหลออกสุทธิ ‘กองทุนทองคำ’ -1.3 พันล้านบาทขณะที่ในเดือนกันยายนเมื่อราคาทองคำย่อตัวลงเล็กน้อยกองทุนกลุ่มนี้ก็เริ่มมีทิศทางเป็นเงินไหลเข้าสุทธิหลังจากมีแรงขายทำกำไรออกมา 6 เดือนติดต่อกัน”

 

“กองตราสารตลาดเงิน” 9 เดือนแรกมีเงินไหลเข้าสุทธิมากที่สุด 1.7 แสนล้านบาท

 

ทั้งนี้ภาพของ 9 เดือนจะยังไม่ต่างครึ่งปีแรกมากนักเนื่องจากยังเห็นผลกระทบจากเงินไหลออกในปริมาณมากจาก ‘กองทุนรวมตราสารหนี้’ และไหลเข้า ‘กองทุนรวมตราสารตลาดเงิน’ จึงทำให้กองทุนรวมกลุ่ม Money Market ยังเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุด 1.7 แสนล้านบาท


“อย่างไรก็ตามในไตรมาสล่าสุดเริ่มมีทิศทางเป็นเงินไหลออกจากกองทุนรวมตราสารตลาดเงินที่ -4.4พันล้านบาท โดยเป็นเงินไหลออกในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนรวม -3.1 หมื่นล้านบาท”

 

กลุ่ม ‘Moderate Allocation’ มีเงินไหลออกสุทธิในไตรมาสล่าสุด -3.7 พันล้านบาทแต่ในช่วงไตรมาสแรกมีเงินไหลเข้าสุทธิ 1.3 หมื่นล้านบาท จึงทำให้เป็นอีกกลุ่มกองทุนที่ลงทุนในประเทศที่ติดอันดับเงินไหลเข้าสูงสุดในช่วง 9 เดือนรวมมูลค่า 6.8 พันล้านบาท (ในจำนวนนี้เป็นเงินไหลเข้าสุทธิกองทุน SCB Smart Income Plus (Acc) จาก บลจ. ไทยพาณิชย์สูงสุดที่ 1.0 หมื่นล้านบาท)

        

 

“นับตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่สถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ในประเทศจีนเริ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นรวมทั้งนักลงทุนอาจมองว่าเศรษฐกิจประเทศจีนจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศอื่นที่ยังมีการแพร่ระบาดอยู่ กองทุนกลุ่ม ‘China Equity’ จึงเป็นการลงทุนต่างประเทศที่ได้รับความนิยม โดยมีปริมาณเงินไหลเข้าสุทธิในไตรมาสล่าสุด 2.8 หมื่นล้านบาท รวม 9 เดือนแรกเงินไหลเข้าสุทธิ 3.6 หมื่นล้านบาท”

 

กองทุนกลุ่ม ‘Global Equity’ มีเงินไหลเข้าสูงเป็นอันดับสองที่ 2.6 หมื่นล้านบาท รวม 9 เดือนเงินไหลเข้าสุทธิ 3.2 หมื่นล้านบาท

 

หากไม่นับรวมกองทุนประเภท Term Fund และกองทุนลักษณะพิเศษ/ไม่สามารถจัดกลุ่มได้ (Miscellaneous) จะพบว่าเงินไหลออกสุทธิส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้กลุ่ม ‘Short Term Bond’ และ ‘Flexible Bond’ ที่มีแรงเทขายเงินลงทุนในช่วงต้นปี โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิในช่วงไตรมาส 3 ที่ 4.2 พันล้านบาทและ 2.2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตามจะยังเห็นผลกระทบเป็นเงินไหลออกสุทธิในช่วง9 เดือนอยู่ที่ระดับมากกว่า 1 แสนล้านบาททั้ง 2 กลุ่ม

 

“กลุ่ม Aggressive Allocation ในไตรมาสล่าสุดมีเงินไหลออกสุทธิ -1.5 หมื่นล้านบาทโดยเป็นเงินไหลออกจากกองทุน SCB Income Plus มากที่สุดที่ -8.2 พันล้านบาทในขณะที่มีเงินไหลออกสุทธิจากบลจ. อื่นในระดับต่ำที่หลักร้อยล้านถึง 1 พันล้านบาท รวม 9 เดือนกองทุนกลุ่มนี้มีเงินไหลออกสุทธิ 3.4 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินไหลออกสุทธิจากกองทุนของ บลจ.ไทยพาณิชย์ รวม -2.7 หมื่นล้านบาท”

 

ทั้งหมดนี้ เป็นการจับชีพจรเม็ดเงินไหลเข้า-ออกสุทธิในช่วงไตรมาสที่3/63 และช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ จากทาง ‘Morningstar’ ทำให้เห็นภาพได้ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยูบ้างไม่มากก็น้อย

 

Share: