เปิดโผ 6 หุ้น SET50 ราคาปรับขึ้นร้อนแรง KTC บวกมากสุด รับไตรมาส 3 ผลงานฟื้น!

ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังผันผวนและปรับตัวลงเทรดในระดับต่ำกว่า 1,300 จุด ต่อเนื่อง หลังขาดปัจจัยหนุนใหม่ที่จะเข้ามาช่วยพยุง ในขณะที่ปัจจัยลบภายในประเทศอย่างการเมืองยังคงร้อนแรงและต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด


ความผันผวนที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนบางส่วนปรับน้ำหนักพอร์ต โดยหันมาถือเงินสดมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงและรอจังหวะเข้าลงทุนในหุ้นที่ราคาปรับลงค่อนข้างมากและมีแนวโน้มที่งบไตรมาส 3/63 จะเติบโต ดังนั้นวันนี้ Wealthy Thai จึงรวบรวมหุ้นใน SET50 ที่ราคาปรับขึ้นในรอบ 3 เดือน (13 ก.ค. - 12 ต.ค. 63)  มาให้ดูเพื่อเป็นแนวทางประกอบการลงทุน


จากการสำรวจข้อมูลผ่าน SETSMART พบว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หุ้นที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นใน SET50 มีทั้งหมด 6 หลักทรัพย์ คือ KTC ราคาหุ้นปรับขึ้น 23.77%, GLOBAL ราคาปรับขึ้น 15.24%, TU ราคาปรับขึ้น 13.87%, CBG ราคาปรับขึ้น 8.41%, AOT ราคาปรับขึ้น 4.55% และสุดท้าย MINT ราคาปรับขึ้น 3.61% ส่วนหลักทรัพย์อื่นๆ หากเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันราคาหุ้นยังคงปรับตัวลดลง

 


KTC ยอดการใช้จ่ายยังเติบโตกว่าอุตสาหกรรม

จากตารางจะเห็นได้ว่าหุ้นที่ราคาปรับเพิ่มมากที่สุดในรอบ 3 เดือน คือ KTC แต่หากย้อนดูตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (1 ม.ค. – 12 ต.ค. 63) ราคาหุ้นยังปรับลดลงราว 4.43% โดยบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจุบัน KTC ยังทำธุรกิจหลักคือบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล เริ่มทำสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ “KTC พี่เบิ้ม” และพิโก้ไฟแนนซ์ในบาง จังหวัดแล้ว มีเพียงสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ที่ยังไม่ได้เริ่มทำ


สำหรับธุรกิจหลักอย่างบัตรเครดิตยังมีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร 8 เดือนแรกของปี 63 ลดลง 9.6% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังทำได้ดีกว่าอุตสาหกรรมที่ลดลงถึง 13.4% นอกจากนี้ เดือนส.ค. 63 ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเริ่มมาอยู่ในระดับเดียวกับเดือนส.ค. 62 แล้ว


ทั้งนี้ การใช้จ่ายสินค้าผ่านซุปเปอร์มาร์เก็ตรวมถึง สินค้าด้านความงามยังโตดี มีโปรโมชั่นร่วมกับบริษัทประกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งจะเห็นว่าการซื้อสินค้าออนไลน์เติบโตสูงมาก โดย 8 เดือนแรกปี 63 โตถึง 40%YTD ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของ Covid-19 ทำให้เกิดวิถีชีวิตใหม่ new normal หนุนการใช้จ่ายผ่านออนไลน์ให้เติบโต นอกจากนี้ Covid-19 ยังทีผลดี ทำให้การแข่งขันไม่รุนแรงมาก การใช้จ่ายงบทางการตลาดน้อยลงเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม

 

 

NPL ผ่านจุดเลวร้ายสุดแล้วในไตรมาส 2/63

หลังจากเปลี่ยนมาตรฐานบัญชีใหม่มาใช้ TFRS9 ทำให้การตัดหนี้สูญ (write off) ช้าลง โดยจะ write off ได้เมื่อไม่สามารถตามเก็บหนี้ได้ ซึ่งจะกินเวลาราว 24 เดือน ทำให้หนี้ NPL เพิ่มขึ้นมาเป็น 6.6% ณ สิ้นไตรมาส 2/63 จากสิ้นปี 62 ที่ 1.06% ล่าสุดคุยกับผู้สอบบัญชียอมให้ write off ได้หลังลูกค้าไม่ชำระติดต่อกัน 6 เดือน ทำให้ในอนาคตจะ write off ได้เร็วขึ้น ซึ่งผู้บริหารคาดว่าจะทำให้ NPL ลดลงเหลือราว 4-5% ในสิ้นปี 63 ทั้งนี้ ผู้บริหารมองว่าสถานการณ์ NPL น่าจะพ้นจุดเลวร้ายสุดแล้ว ดูจากอัตราผิดนัดชำระหนี้ที่สูงมากในเดือนเม.ย. และค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนการตั้งสำรองตาม ECL ยังมีสำรองส่วนเกินในส่วน management overlay ราว 1 พันลบ. มองการ write off เร็วขึ้นจะทำให้ NPL ลดลง และทำให้ NPL Coverage ratio กลับไประดับราว 180% ได้ จากสิ้นไตรมาส 2/63 อยู่ที่ 158%

 

 

แนวโน้มไตรมาส 3/63 ดีขึ้น

ในไตรมาส 3/63 สถานการณ์ต่างๆ ในประเทศเริ่มดีขึ้น โดยรอดูว่าปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นมาก รวมถึงวิถีชีวิตใหม่ new normal จะเปลี่ยนพฤติกรรมทำให้การซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “KTC พี่เบิ้ม” รวมถึงพิโก้ไฟแนนซ์จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน จะมากเกินพอที่จะชดเชยกับดอกเบี้ยที่ต้องลดลงตามมาตรการช่วยเหลือของธปท.ตั้งแต่ไตรมาส 3/63 นี้หรือไม่ อย่างไรก็ดี โดยฝ่ายวิจัยมองว่าสถานการณ์จะดูดีขึ้น รวมถึงจะปรับไปใช้ประมาณการและราคาเป้าหมายปี 64 หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/63 โดยคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ได้ แม้ว่าราคาเป้าหมายปีนี้เหลือ upside เพียง 4.8%

 

Share: