ใครจะอยู่ใครจะไป? ลิสต์หุ้นเตรียมเข้าคำนวณ SET50, SET100 รอบครึ่งปีแรก 64

ในช่วงไตรมาส 4 อาจจะเห็นการปรับสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะจากการเข้าสู่รอบการทบทวนการคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 ในช่วงครึ่งปีแรก 2564 ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะทบทวนในช่วงเดือนมิ.ย.และธ.ค.ของทุกปี

 

โดยปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกหุ้นนั้น ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานว่า เกณฑ์ที่ใช้คัดเลือก คำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) สำหรับ SET50 Index คำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนที่ผ่านการคัดเลือก 50 อันดับแรก และ SET100 Index คำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนที่ผ่านการคัดเลือก 100 อันดับแรก ทั้งนี้ไม่นำหลักทรัพย์ที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP เกิน 20 วันมารวมในการคำนวณ

 

ซึ่งการปรับน้ำหนักการนำหุ้นเข้าดัชนีรอบใหม่นี้ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า ปีนี้แม้ตลาดหุ้นไทยจะเผชิญหลาดหลายปัจจัยลบ โดยเฉพาะประเด็น COVID-19 ที่ยืดเยื้อกดดัน SET Index ลดลงประมาณ 20% อย่างไรก็ตามมีหุ้นหลายตัวที่ Outperform ตลาดมาก บวกกับมูลค่าซื้อขายที่เร่งตัวขึ้น แม้ข้อมูลที่ใช้จะยังไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่ตลาดใช้คำนวณ (ธ.ค.62-พ.ย 63) แต่เบื้องต้นพอจะเห็นหุ้นที่มีโอกาสเข้าคำนวณในดัชนี SET50 หรือ SET100 ในรอบครึ่งปีแรก 2564 ได้

 

 

SCGP เข้าแบบ Fast Track

โดยจากตาราง ทางนักวิเคราะห์ ประเมินว่า หุ้นที่น่าจะเข้าดัชนี SET50 รอบใหม่ มีทั้งหมด 4 ตัว ประกอบด้วย ตัวแรก SCGP ซึ่งเป็นหุ้นที่เตรียมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยการเข้าตลาดของหุ้นน้องใหม่ตัวนี้ จะเข้าดัชนี SET50 ในทันที หรือ Fast Track เนื่องจากมีมาร์เก็ตแค็ปเกิน 1% ของมาร์เก็ตแค็ปตลาดรวม โดยนายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า การเข้าเทรดของหุ้น SCGP จากจากช่วงราคาไอพีโอทำให้บริษัทมีมาร์เก็ตแคปประมาณ 140,000 ล้านบาท มีโอกาสที่จะได้เข้ารับเลือกคำนวณดัชนี SET 50 ด้วย ทั้งนี้จากการปรับโมเดลธุรกิจของ SCGP จากอุตสาหกรรมการผลิตสู่การเป็น Packaging Solutions Provider โดยมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจทั้งแบบ B2B B2B2C และ B2C ตลอดจนการเร่งขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการแบบครบวงจรเพิ่มขึ้น การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน

 

นอกจากนี้มีหุ้น BAM ที่มีมาร์เก็ตแค็ป 68,519.30 ล้านบาท นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า BAM น่าจะฟื้นตัวได้แบบ V-shape จากการคลายล็อคดาวน์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้และตามเก็บหนี้ได้เร็วขึ้น และสามารถเร่งขาย NPA นอกจากนั้นบริษัทยังมีโอกาสบันทึกภาษีเงินได้รอตัดบัญชีที่ 2,000-2,500 ล้านบาท ในงบรายได้ไตรมาส 4/63 (ยังไม่รวมในประมาณการ) ทั้งนี้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 25.50 บาท ด้วยคาดการณ์กิจการจะเก็บหนี้ได้เร็วขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และแนวโน้ม NPL ของธนาคารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ซื้อหนี้ได้เพิ่มในราคาถูกอีก 1-2 ปี

 

DELTA-JMART-COM7 กำลังมาแรงช่วงนี้

 

ส่วนหุ้นอีก 2 ตัวที่คาดว่าจะเข้าคำนวณ SET50 ประกอบด้วย DELTA มีมาร์เก็ตแค็ป 249,476.32 ล้านบาท และ COM7 มีมาร์เก็ตแค็ป 51,000.00 ล้านบาท ซึ่งหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นหุ้นที่กำลังโดดเด่นในขณะนี้ สำหรับหุ้น DELTA เป็นหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้อานิสงส์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า โดยข้อมูลจาก SETSMART ระบุว่า ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา หุ้น DELTA ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 163.16%


นอกจากนี้หุ้น COM7 ก็เป็นหุ้นอีกตัวที่มาแรงในช่วงนี้ จากการขาย iPhone 12 โดยนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ระบุว่า หุ้นที่ได้อานิสงส์จากการขาย iPhone12 มี COM7 และ JMART อย่างไรก็ตามก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องการเข้าลงทุน เนื่องจากมีระดับ PE อยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง

 

ซึ่ง JMART ที่มีมาร์เก็ตแค็ป 15,295.80 ล้านบาท มีโอกาสเข้าคำนวณในดัชนี SET100 นอกจากนี้หุ้นอีกตัวที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะเข้าคำนวณรอบใหม่คือ DCC มีมาร์เก็ตแค็ป 19,021.55 ล้านบาท 

 

คาด DCC ทำนิวไฮใหม่

 

สำหรับ DCC หรือบริษัท ไดนาสตี้เซรามิค จำกัด (มหาชน) นั้น บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดกำไรในไตรมาส 3/63 ยังโดดเด่น โดยประเมินกำไรเพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) ที่ 370 ล้านบาท แม้ว่าถ้าเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จะติดลบ 17%


 
ซึ่งหุ้น DCC นักวิเคราะห์เชื่อว่าผลประกอบการปีนี้จะเติบโตได้ดีและ “ทำสถิติสูงสุดใหม่” สวนภาวะรวมที่ได้รับผลกระทบด้านลบจาก Covid-19 คาดกำไรปีนี้ 1,425 ล้านบาท โต 47% และทำสถิติสูงสุดใหม่ ซึ่งกำไร 9 เดือนแรกจะคิดเป็น 83% ของประมาณการทั้งปี ทำให้ประมาณการมีอัพไซด์ นอกจากนี้หุ้นมีอัตราเงินปันผลตอบแทนดี 5.6-5.8% คงแนะนำซื้อ  โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 3 บาท
 

ดังนั้นหุ้นทั้ง 6 ตัวข้างต้น นอกจากจะมีมาร์เก็ตแค็ปที่เพิ่มขึ้นแล้ว แต่ละตัวก็มีปัจจัยที่จะฝ่าวิกฤติช่วงตลาดผันผวนไปได้ ส่วนการเข้าดัชนี SET50 และ SET100 จะเบียดหุ้นตัวไหนหลุดอันดับ ต้องรอติดตาม เดี๋ยวเราจะมาอัพเดตให้นักลงทุนทราบกันอีกครั้ง

Share: