“กองหุ้นเทคโนโลยีโลก” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุดเฉลี่ย 28.79% !!!

ถือเป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย ภายใต้วิกฤติ CIVID-19 ที่ฉุดภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศให้ดูไม่สดใสเท่าไรนัก


จบ 9 เดือนแรก กองทุนรวมไทยมีสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 4,761,977.93 ล้านบาท ลดลง -11.65% จากสิ้นปี 19


แม้สถานการณ์ในไตรมาสที่3/20 จะดูดีขึ้นก็ตาม แต่ช่วง 9 เดือนแรกยังมีเม็ดเงินไหลออกสุทธิ 343,200 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม ยังมี “5 บลจ.” ที่ยังมีการเติบโตที่สวนกระแสอุตสาหกรรมกองทุนหดตัวได้ ซึ่งทั้งหมด ‘ไม่ใช่บลจ.ลูกแบงก์’ แต่เป็น ‘บลจ.ลูกโบรก’ ที่เน้นการทำตลาดกองทุนแบบเฉพาะตัวเป็นหลัก


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“บลจ.บางกอกแคปปิตอล” แชมป์โตสุด 71.64%

ในขณะที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในช่วง 9 เดือนแรกปี20 จะโตลดลง -11.65% จาก 22 บลจ. นั้นมีอยู่ 18 บลจ. คิดเป็น 63.64% ที่เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ในขณะที่มี 8 บลจ.คิดเป็น 36.36% ที่โตน้อยกว่าอุตสาหกรรม


ในจำนวนนี้ยังมีบลจ. 5 แห่ง ซึ่งเป็น ‘บลจ.ลูกโบรก’ ที่สามารถเติบโตสวนกระแสเป็นบวกได้ นำมาโดย


1.”บลจ.บางกอกแคปปิตอล” มี ‘บล.บัวหลวง’ เป็นแม่ เน้นการวางกองทุนให้มีโปรดักต์ครบถ้วนและง่ายสำหรับนักลงทุนในการนำไปจัดพอร์ตการลงทุนได้ด้วยตัวเอง รวมถึงกองทุนที่จัดสำหรับการลงทุนมาให้เสร็จสรรพ มีสินทรัพย์สุทธิ 11,457.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71.64%


2.”บลจ.แอสเซท พลัส” มี ‘บมจ.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์’ เป็นแม่ เน้นทำตลาดกองทุนที่มีนวัตกรรมในต่างประเทศ การใช้ความได้เปรียบของบลจ.ขนาดเล็กในการลงทุนในหุ้นที่ต่างจากบลจ.ใหญ่ มีสินทรัพย์สุทธิ 30,730.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.97%

 



3.”บลจ.อินโนเทค”
มี ‘บล.ซีมิโก้’ เป็นแม่ เน้นตอบโจทย์ลูกค้าของบริษัทแม่เป็นหลัก มีสินทรัพย์สุทธิ 27.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.65%


4.”บลจ.วี” มี ‘บมจ.เคทีบีเอสที โฮลดิ้ง’ เป็นแม่ เน้นการทำตลาดกองทุนที่แตกต่างจากบลจ.ลูกแบงก์ทั้งในต่างประเทศและในประเทศ มีสินทรัพย์สุทธิ 5,186.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.81%


5.”บลจ.วรรณ” มี ‘บล.เคจีไอ (ปทท.)’ เป็นแม่ ถือเป็นบลจ.ลูกโบรกที่มีขนาดใหญ่สุดในอุตสาหกรรม มีธุรกิจที่ครอบคลุมทุกสายและมีลูกค้าที่เป็นฐานเฉพาะของตัวเองที่เหนียวแน่นอนเช่นกัน มีสินทรัพย์สุทธิ 50,755.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.70%


“ในขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกนี้ ‘บลจ.ทหารไทย’ มีสินทรัพย์สุทธิลดลงมากสุด จากเหตุการณ์ไถ่ถอนกองทุนตราสารหนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมีสินทรัพย์สุทธิ 207,089.01 ล้านบาท ลดลง -55.05%

 

 

“กองหุ้นเทคโนโลยีโลก” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุดเฉลี่ย 28.79% - “กองทุนน้ำมัน” ผลตอบแทนแย่สุดเฉลี่ย –42.94%

การเติบโตของอุตสาหกรรมกองทุนรวมเองนั้น ส่วนหนึ่งก็มีจากเม็ดเงินลงทุนที่ ‘ไหลเข้า-ออก’ กองส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็จะมาจากการที่ผลตอบแทนจาการลงทุน ‘เพิ่มขึ้น-ลดลง’ ด้วยนั้นเอง


“ซึ่งในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมานั้น ถือเป็นอีกปีที่สภาพการลงทุนโดยรวมไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก กองทุนที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยเป็น ‘บวก’ ได้มีไม่มาก ในขณะที่ส่วนใหญ่ยังแดงแดดกันอยู่ จึงเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้สินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวมในช่วง 9 เดือนแรกหดตัวลงดังกล่าว”


สำหรับกองทุนที่มีผลงาน ‘ดีสุด’ 5 อันดับแรก ได้แก่


-“กองหุ้นเทคโนโลยีโลก” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 28.79% (3Y = 13.92% ต่อปี)
-“กองทุนทองคำ” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 25.29% (3Y = 9.94% ต่อปี)
-“กองหุ้นสุขภาพโลก” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.62% (3Y = 7.32% ต่อปี)
-“กองหุ้นโลก” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.23% (3Y = 6.21% ต่อปี)
-“กองหุ้นสหรัฐ” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8.38% (3Y = 9.11% ต่อปี)

 

 

ส่วนกองทุนที่มีผลตอบแทน ‘แย่สุด’ 5 อันดับในช่วง 9 เดือนแรก ได้แก่


-“กอง Trigger Fund” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -18.69% (3Y = -10.01% ต่อปี)
-“กองหุ้นอาเซียน” ผลตอบแทนเฉลี่ย -18.84% (3Y = -9.85% ต่อปี)
-“กอง Property Indirect” ผลตอบแทนเฉลี่ย -20.14% (3Y = 2.11% ต่อปี)
-“กองหุ้นใหญ่” ผลตอบแทนเฉลี่ย -21.26% (3Y = -8.32% ต่อปี)
-“กองทุนน้ำมัน” ผลตอบแทนเฉลี่ย -42.94% (3Y = -14.72% ต่อปี)


แม้ช่วง 9 เดือนแรก อุตสาหกรรมกองทุนรวมอาจ ‘หดตัว’ ลงตามสภาพเศรษฐกิจและการลงทุนก็ตาม แต่ผู้ร่วมอุตสาหกรรมยังเชื่อมั่นว่าในช่วงที่เหลือของปีน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นรับเศรษฐกิจฟื้นตัวในปีหน้า และมีโอกาสที่การเติบโตทั้งปีอาจดีกว่าในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา ส่วนจะดีมากน้อยแค่ไหน คงต้องจับตาดูกันต่อไป

Share: