การเมืองยังร้อนแรงกดดันหุ้นไทย นักวิเคราะห์แนะเลือก “หุ้นกลาง-เล็ก” จิ๋วแต่แจ๋ว!

ภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวน ลากยาวมาตั้งแต่สถานการณ์ Covid-19 เลือกตั้งสหรัฐ Tech War และล่าสุดม็อบการเมืองในประเทศ ส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนปรับลดลงหรือบางบริษัทอาจจะขาดทุนจากเป้าที่ตั้งไว้ ทำให้ตลาดหันมาให้น้ำหนักกับการลงทุนใน “หุ้นขนาดกลาง-เล็ก” มากขึ้น โดย Wealthy Thai ได้รวบรวมหุ้นที่อยู่ในเรดาร์ของนักวิเคราะห์ โดยคัดเลือกจากปัจจัยพื้นฐานหุ้น การปันผล และหุ้นที่ยังมีอัพไซต์ รวมทั้งหมด 11 ตัว ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้


ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า การชุมนุมที่ราชประสงค์วานนี้ (15 ต.ค.63) แม้ภาพรวมไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ด้วยจำนวนผู้ชุมนุมที่มากกว่าคาด และมีการนัดชุมนุมต่อเนื่องทุกวันแบบไม่ได้ค้างคืน รวมถึงมีการกระจายจุดชุมนุมออกไปในสถาบันการศึกษาต่างๆ จึงประเมินว่าสถานการณ์การชุมนุมในรอบนี้จะไม่จบลงง่ายๆ แนวโน้มสถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงมากยิ่งขึ้น โดยจากนี้ไปน่าจะเห็นการชุมนุมต่อเนื่องไปอีกระยะ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อ Sentiment การลงทุน จึงทำให้ SET Index ผันผวนในทิศทางลง

 

 

นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร?

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนว่า ควรเลือกลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ยิ่งมีการจ่ายปันผลสูง ยิ่งเป็นเป้าหมายของนักลงทุนในเวลาที่ตลาดผันผวน โดยฝ่ายวิจัยเลือกหุ้นที่เข้าเกณฑ์ 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.เป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแค็ป น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท 2.เป็นหุ้นที่จ่ายปันผล มากกว่า 3.5% และ 3.หุ้นมีอัพไซต์ และฝ่ายวิจัยแนะนำซื้อ


โดยหุ้นที่ทางนักวิเคราะห์แนะนำมี ดังนี้ ประกอบด้วย

 

(ความเคลื่อนไหวหุ้นในรอบ 1 เดือน ,ที่มา : SETSMART)

 


ปลายท้ายการประกาศงบฯ ต้องระวังเม็ดเงินหนีจากหุ้นเล็ก กลับไปหุ้นใหญ่

ด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ Wealthy Thai ว่า สถานการณ์ปัจจุบันอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างหุ้นกลางหุ้นเล็ก โดยสาเหตุที่นักลงทุนเข้าลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็กในปีนี้ เป็นเพราะว่าประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ถูกปรับลดลงมาตั้งแต่ต้นปี


หลังงบไตรมาส 3/2563 มีแนวโน้มเห็นสัญญาณกำไรบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น นำโดยการรายงานผลประกอบการกลุ่มธนาคารที่นำโดย TISCO และสถาบันการเงินอย่าง KTC ที่ดีกว่าคาด และแนวโน้มกลุ่มปิโตรเคมีที่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างจะดีในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้ SET INDEX ปรับขึ้นจากเดิม (แม้ว่าจะไม่ได้ปรับขึ้นเป็นบวกมากนัก แต่ปรับขึ้นจากเดิมที่ปรับลดลงมาเกือบตลอดทาง)


“อย่างไรก็ตามคาดว่าหลังประกาศงบไตรมาส 3/2563 จะเริ่มเห็นเม็ดเงินที่หมุนกลับเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่ ในช่วงรอยต่อการลงทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีหุ้นขนาดกลาง-เล็กหลายตัวปรับขึ้นค่อนข้างมาก ดังนั้นหลังจากมีการขายทำกำไร หุ้นขนาดกลาง-เล็ก ต้องดูเป็นรายตัวมากขึ้น และหลีกเลี่ยงในตัวที่ราคาปรับขึ้นไปมาก” นายกิจพณกล่าว

 

(ความเคลื่อนไหวหุ้นในรอบ 1 เดือน ,ที่มา : SETSMART)

 

นายกิจพณกล่าวสรุปว่า สำหรับหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่เราแนะนำ ประกอบด้วย SUPER, STA,TIP และ SAMART ทั้งนี้ด้วยความเสี่ยงช่วงรอยต่อ ก็ต้องเลือกหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่ผลประกอบการจะออกมาดี เนื่องจากจะมีแรงขายทำกำไร และการกลับมาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่อีกรอบ

Share: