“กองหุ้นไทย” ช่วง 9 เดือนแรก มีเงินไหลออกสุทธิ -1.9 หมื่นล้านบาท!!!

 

“ตลาดหุ้นไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 63 ที่ผ่านมา ซึ่งตลาดได้ปรับลดลงไปยัง ‘จุดต่ำสุด’

 

แต่ก็ปัจจุบันก็มีทิศทางการฟื้นตัวขึ้นมาอย่างชัดเจน แม้ว่าปรับตัวได้น้อยกว่าตลาดอื่นทั่วโลก ด้วยปัจจัยกดดันต่างๆ ไม่ว่าการเมืองในประเทศ การท่องเที่ยว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

 

จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยยังขาดแรงสนับสนุนในเชิงบวกที่มีนัยสำคัญ โดยตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในไตรมาสที่ 3/63 จึงเป็นไปในทิศทางปรับตัวลงไปที่ระดับต่ำกว่า 1,300 จุดอีกครั้งและไปปิดที่ 1,237.04 จุด (SET TR -19.3%)

 

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีข้อมูลความเคลื่อนไหวจาก “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ถึงภาพรวมกองทุนตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3/63 และตั้งต้นปีถึงกันยายน 63 มาแชร์ให้แก่นักลงทุนกัน

 

AUM ตลาด “กองทุนหุ้นไทย” ทรุด 28.7%...หลังไร้แรงหนุน LTF เป็นปีแรก


ตลาดกองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF, RMF, SSF และ SSFX) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2.1 แสนล้านบาท ลดลง - 28.7% จากสิ้นปี 62  (-13.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน) โดยในไตรมาสที่ผ่านมามีเงินไหลออกสุทธิ -9.9 พันล้านบาท รวม 9 เดือนมีเงินไหลออกสุทธิ -1.9 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่มีเงินไหลออกสุทธิ -1.8 หมื่นล้านบาท

 

        

 

“อย่างไรก็ตามปีนี้เป็นปีแรกที่จะไม่มีเงินไหลเข้า ‘กองทุน LTF’ ในช่วงท้ายปี ซึ่งโดยปกติจะช่วยหนุนดัชนีในช่วงท้ายปี ทำให้มีเงินเข้าลงทุนในกองทุนหุ้นไทยประเภทนี้ ในขณะที่ปีนี้มี ‘กองทุน SSF’ ซึ่งไม่ได้เน้นเพียงแค่หุ้นไทยเพียงอย่างเดียว จึงอาจทำให้แรงเข้าซื้อกองทุนหุ้นไทยต่ำกว่าในอดีต”

 

“บลจ.ไทยพาณิชย์”...ยังคงนั่งบัลลังก์มาร์เก็ตแชร์เบอร์ 1

สำหรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบลจ.รายใหญ่ในตลาดนี้มีการปรับตัวลงค่อนข้างมากจากสิ้นปี 62 โดยลดลง 19%-54% แต่ส่วนแบ่งตลาดไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก โดย “บลจ.ไทยพาณิชย์” ยังคงเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 20% ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 4.1 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วย “บลจ.บัวหลวง” ด้วยส่วนแบ่งตลาด 16% มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3.3 หมื่นล้านบาท “บลจ.กสิกรไทย” มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2.3 หมื่นล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาด 11% และ “บลจ.กรุงศรี” 2.3 หมื่นล้านบาทหรือ 11% ของตลาด

 

‘กองทุน Thanachart Dividend Stock’ เป็นกองทุนที่มีเงินไหลออกมากที่สุดในกองทุนหมวดนี้ โดยมีเงินไหลออกสุทธิรวม 9 เดือนเกือบ 5 พันล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินจึงลดลงมาที่ 4.6 พันล้านบาทจากที่เคยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.2 หมื่นล้านบาทเมื่อสิ้นปี 62 ปัจจุบัน “บลจ.ธนชาต” มีส่วนแบ่งตลาดในหมวดนี้ที่ 9% ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1.8 หมื่นล้านบาทลดลง -54% จากธันวาคมปี 62 

 

“กองทุน SSF” โต 3เท่าจากไตรมาสก่อนหน้า

 

โดย “กองทุนเพื่อการออม (SSF)” มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 908 ล้านบาท (ไม่รวมกองทุน BEQSSF และ BM70SSF จาก บลจ.บัวหลวงที่มีส่วนของกองทุน SSFX) หรือโตขึ้นมากกว่า 3 เท่าจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีการเปิดขายเป็นไตรมาสแรก กลุ่มการลงทุนประเภทตราสารทุนมีการเติบโตที่ดีโดยกองทุนกลุ่ม  ‘Equity Large-Cap’ ยังเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่สุดสำหรับกองทุน SSF ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 312 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะเดียวกันกลุ่ม ‘Global Equity’ มีการเติบโตจาก 48 ล้านบาทมาที่ 264 ล้านบาทในไตรมาสล่าสุด

 

ขณะที่ส่วนแบ่งตลาด ‘กองทุน SSF’ มีการกระจายตัวมากขึ้นโดย 5 อันดับบลจ.ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดรวมกันมีสัดส่วนที่ 82% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 94% “บลจ.กสิกรไทย” มีมูลค่าทรัพย์สินสูงสุด 28% จากกองทุนทั้งหุ้นไทยกองทุนหุ้นต่างประเทศ กองทุนผสม และกองทุนตราสารหนี้

 

ส่วน “บลจ.กรุงศรี” มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 188 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นกองทุนหุ้นไทยมูลค่าราว 100 ล้านบาท “บลจ.ไทยพาณิชย์” เริ่มมีการเปิดขายกองทุน SSF ในครึ่งปีหลังซึ่งมีความหลากหลายครอบคลุมทุกประเภททรัพย์สินโดยมีส่วนแบ่งตลาดที่ 15%

 

“LTF&RMF” AUM ทรุดลงจากปีก่อน…หลัง ‘หุ้นไทยร่วง’ และ ‘โฟลด์ไหลออก’ ต่อเนื่อง

 

‘กองทุน LTF’ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3.1 แสนล้านบาท ลดลง -22.6% จากสิ้นปี 62 และลดลง -9.6%จากไตรมาสก่อนหน้า ขนาดของกองทุน LTF ที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั้นเป็นผลจาก 1) ปริมาณเงินไหลออกต่อเนื่องโดยไตรมาส 3 มีเงินไหลออกสุทธิ -2.1 พันล้านบาท รวม 9 เดือน -1.1 หมื่นล้านบาท และ 2)ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยที่ยังติดลบทำให้มูลค่าทรัพย์สินหดตัว

 

 

“ปัจจุบันหลายบลจ.ได้มีการออกกองทุนใหม่แบบเพิ่มชนิดหน่วยที่ใช้ชื่อเดียวกับกองทุน LTFที่เคยประสบความสำเร็จหรือเป็นที่คุ้นเคยกับนักลงทุนทำการตลาดเพื่อให้นักลงทุนลงทุนกองเดิมได้ต่อเนื่องโดยตั้งแต่ต้นปีมีกองทุนลักษณะนี้เปิดมาแล้วมากกว่า 20 กองทุน”

 

‘กองทุน RMF’ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2.8 แสนล้านบาท ลดลง -7.8% จากสิ้นปี 62 โดยเกิดจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ลดลงของกองทุน ‘RMF-Equity’ และ ‘RMF– Allocation’ โดยเกิดจากผลตอบแทนที่หดตัวเป็นหลัก ในขณะที่ยังมีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุน ‘RMF – Equity’ และไหลออกจาก ‘RMF-Allocation’ เพียงเล็กน้อย

 

อย่างไรก็ตามกองทุน RMF ยังคงมีเงินไหลเข้าสุทธิไตรมาสล่าสุดราว 1พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าปีที่แล้วที่ระดับ 4 พันล้านบาท รวมเงินไหลเข้าสุทธิ 9 เดือนราว 4.2 พันล้านบาท

 

“จากข้อมูลดังกล่าว เราจะเห็นได้ว่าภาพรวมตลาด ‘กองทุนหุ้นไทย’ ที่ลดลงนั้น เหตุหนึ่งจะมาจากการที่ไม่มีการสนับสนุน LTF ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ลดลงไปอย่างนัยสำคัญ และการตอบรับในกอง SSF จากนักลงทุนที่ไม่สูงมากนัก จึงทำให้ไม่สามารถไม่ทดแทนเม็ดเงินดังกล่าวได้นั่นเอง”

Share: