4 หุ้นกลุ่ม ปตท.ลดแหลก ราคาหุ้นต่ำกว่าพื้นฐาน

ตลาดหุ้นในขณะนี้ยังได้รับแรงกดดันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของ COVID-19 ที่ไม่มีท่าทีว่าจะผ่อนคลาย ซึ่งถือเป็นแรงกดดันเศรษฐกิจด้วย ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวนอย่างมาก และถือเป็นเหตุให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสปรับตัวลดลงด้วย ส่งผลต่อราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา


ล่าสุดประเด็นการเมืองในประเทศก็ร้อนแรง และปะทุมากขึ้นไม่แพ้การระบาดของ COVID-19 จนรัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร แต่ อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้ เราก็คงต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดว่าจะได้ข้อสรุปเป็นเช่นไร


ภายใต้แรงกดดันมากมายทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ จนเป็นเหตุให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง Wealthy Thai จึงได้หยิบยก ตัวชี้วัดราคาหุ้น ที่นักลงทุนนิยมใช้ นั่นก็คือ P/BV เพราะเป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบราคาตลาดของหุ้นสามัญต่อมูลค่าทางบัญชีของหุ้นสามัญ 1 หุ้นตามงบการเงินล่าสุดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์นั้น โดยจะบอกให้เราทราบว่า ราคาหุ้น ณ ขณะนั้น สูงเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชี หากมีค่าสูง ก็แสดงว่าผู้ลงทุนทั่วไปในตลาดคาดหมายว่า บริษัทดังกล่าวมีศักยภาพที่จะเติบโตสูง ขณะเดียวกันก็แสดงถึงระดับความเสี่ยงที่สูงด้วย


สำหรับค่า  P/BV  หรือที่เรียกว่า  Price to Book Value Ratio จะบ่งบอกว่า เรากำลังซื้อหุ้นแพงหรือถูกกว่าเจ้าของลงทุน รวมทั้งสะท้อนธุรกิจได้ดี โดยสัดส่วนที่นำมาคำนวณนั้น ไม่มีความผันผวน ซึ่ง P/BV ค่ามาตรฐานที่เจ้าของลงทุนคือ 1 เท่า ทั้งนี้จากการสำรวจข้อมูลพบว่า หุ้นกลุ่ม ปตท.จำนวน 6 หลักทรัพย์ แต่มีค่า P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า จำนวน  4 หลักทรัพย์ คือ PTTEP, TOP, PTTGC และ IRPC

 

 

PTTEP ผลงานยังแจ่ม

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ได้ประเมินราคาเป้าหมายที่ 90 บาท แต่ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น Trading Buy จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/63 ที่ยังถือว่าค่อนข้างดี โดย 3 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับลดลง -13% ตามความผันผวนของราคาน้ำมัน ประเมินราคาน้ำมันจะอยู่ในกรอบ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (แบบบวกลบ)


โดยประเมินกำไรไตรมาส 3/63 ที่ 5,328 ล้านบาท -52% YoY, +23% QoQ แต่ถ้านับ EBIT จะ -50% YoY, +36% เนื่องด้วยไตรมาส 2/63 มีรายการพิเศษทางภาษีและขาดทุนค่อนข้างมาก โดยกำไรที่ฟื้นตัวเด่นมาจาก 1.ประเมินปริมาณการขายจะอยู่ราว 340 KBOED เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/63 ที่ 320 KBOED เนื่องด้วยอยู่ในช่วง lockdown ทำให้ปริมาณการเรียกก๊าซน้อยกว่าปกติ


2.คาดราคาขายเฉลี่ยปรับขึ้นประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาส 2/63เป็น 38 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ปรับขึ้นประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 3.ประเมิน Unit Cost จะอยู่ที่ 31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/63 ที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องด้วยมีการ wright off หลุม และมี activities เพิ่มขึ้น 4.มี Hedging loss ประมาณ 300 ล้านบาท จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น


ดังนั้นปรับประมาณการกำไรปี 63 ขึ้นเล็กน้อย 4% มาอยู่ที่ 20,285 ล้านบาท สะท้อนรายพิเศษที่เกิดขึ้นทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีและ impairment โดยเราประเมินว่ากำไรไตรมาส 4/63 น่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำ 2-3 พันล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากจะมีการปรับราคา gas ลงประมาณ 20% จาก 6 ดอลลาร์สหรัฐ/MMBTU มาเหลือเพียง 5-5.5 ดอลลาร์สหรัฐ/MMBTU

 

 

TOP ระยะสั้นได้แรงหนุนกำไรสต๊อก

นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ปัจจุบันหุ้นมี Valuation ไม่แพง โดยซื้อขายบน PBV ที่ 0.6 เท่า มีส่วนลดมากกว่า -2.5SD จากค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปี ถือว่า Downside จำกัด นักลงทุนจึงสามารถ TRADING รอบสั้น ราคาเหมาะสม 50.00 บาท


โดยหุ้นอาจฟื้นตัวระยะสั้นจากทิศทางงบไตรมาส 3-4/63ที่ได้แรงหนุนจากกำไรสต็อก และกำไรพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ รวมทั้ง Sentiment บวกจากค่าการกลั่นที่ฟื้นตัวในระยะนี้ แต่มองว่าการลงทุนระยะกลาง - ยาว หุ้นยังมีความท้าทายจาก 1.อุตสาหกรรมโรงกลั่นช่วงที่เหลือปี 2563 ต่อเนื่องครึ่งปีแรก 64 ยังฟื้นตัวได้ช้า หากการเดินทางระหว่างประเทศยังไม่เป็นปกติ 2.ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปอาจถูกทดแทนด้วยการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่เร่งตัวภายหลัง Covid-19 คลี่คลาย 3.กระแสเงินสดช่วง 2 ปีข้างหน้าถูกกดดันจากความต้องการใช้เงินลงทุนภายใต้โครงการ CFP


ทั้งนี้คาดไตรมาส 3/63 จะมีกำไรสุทธิ 569 ล้านบาท (-77% QoQ แต่พลิกจากขาดทุน YoY) ถือว่าไม่ได้แย่เท่ากับที่เรากังวลก่อนหน้า เพราะแม้ราคาน้ำมันดิบดูไบจะสิ้นไตรมาสจะขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่คาดว่าบริษัทจะสามารถบันทึกกำไรสต็อกน้ำมันรวม NRV สูง 3.1 พันล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันในกระบวนการผลิตได้รับปัจจัยบวกจากเพิ่มเติมจากค่าพรีเมี่ยมน้ำมันที่สูงขึ้น


ส่วนทิศทางไตรมาส 4/63 ผลการดำเนินงานปกติฟื้นตัวเล็กน้อย โดยค่าการกลั่นมีประเด็นหนุนจากอุปสงค์น้ำมันช่วงปลายปี สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปเริ่มลดลง และค่าพรีเมี่ยมน้ำมันดิบต่ำลง อย่างไรก็ตาม Spread อะโรมาติกส์คาดว่ายังอยู่ระดับต่ำ กอปรกับค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้นตามฤดูกาล โดยกำไรสุทธิจะได้แรงหนุนจากการบันทึกกำไรจากการปรับโครงสร้างธุรกิจไฟฟ้าเครือ PTT โดยจะมีกำไรการขายหุ้น GPSC ราว 5.6 พันล้านบาทเข้ามาช่วย (รอประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 28 ต.ค.นี้) ดังนั้น เรายังคงประมาณการขาดทุนสุทธิปี 2563 ที่ 5.3 พันล้านบาท

 

 

PTTGC ฐานะการเงินมั่นคงด้วย D/E 0.5 เท่า

นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า PTTGC มี Valuation ไม่แพง แนวโน้มกำไรมีเสถียรภาพ จึงคงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 56.00 บาท และคำแนะนำ “ซื้อ” โดยเราชอบหุ้น PTTGC จาก 1.ท่ามกลางผลกระทบจาก Covid-19 หุ้นยังสามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้ 2. ทิศทางกำไรได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของราคาน้ำมันตามภาวะตลาดที่มีเสถียรภาพจากการควบคุมอุปทานของผู้ผลิตรายใหญ่ และรับรู้การขยายกำลังผลิต


3.ฐานะการเงินมั่นคงด้วย D/E 0.5 เท่า ไม่ภาระลงทุนใหญ่ในระยะสั้น ทำให้กระแสเงินสดคล่องตัว สามารถจ่ายเงินปันผลได้  และ 4. หุ้นมี Downside จำกัด โดยปัจจุบันซื้อขายบน PBV 0.67 เท่า นับว่ามีส่วนลดตั้งแต่แปรสภาพเป็น PTTGC ปี 2554 ราว -2.5SD เชิงกลยุทธ์นักลงทุนอาจทยอยสะสมช่วงหุ้นอ่อนตัว (บริษัทฯ จะรายงานงบ 3Q63 วันที่ 9 พ.ย. 2563)


โดย คาดไตรมาส 3/63 มีกำไรสุทธิ 809 ล้านบาท (-52% QoQ, -70% YoY) อ่อนตัวลงจากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป และอะโรมาติกส์ อย่างไรก็ตาม โอเลฟินส์ (ธุรกิจหลัก) จะสามารถสร้างกำไรระดับดี ทำให้คาดไตรมาส 3/63 มีกำไรจากการดำเนินงาน 478 ล้านบาท


ดังนั้นหากไตรมาส 3/63 เป็นไปตามคาด ผลประกอบการ 9 เดือนปี 63 จะขาดทุนสุทธิ 6.3 พันล้านบาท ทำให้ประมาณการปี 2563 ของเรามี Downside risk อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานหลักยังสามารถทำกำไรได้ 3.0 พันล้านบาท แข็งแกร่งกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ส่วนใหญ่ขาดทุนจากการดำเนินงาน สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/63 แม้คาดว่าธุรกิจอะโรมาติกส์ยังอ่อนแอ กดดันจากส่วนต่างราคา PX และ BZ ที่ยังอยู่ระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม คาดค่าการกลั่นเห็นการฟื้นตัว ขณะที่ธุรกิจหลักโอเลฟินส์น่าจะสามารถสร้างกำไรได้ต่อเนื่อง


มองข้ามไปยังปี 2564 เราเชื่อว่าผลประกอบการจะแข็งแกร่งกว่าคู่แข่ง เนื่องจากเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์ Gas-based ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพตามมาตรการควบคุมอุปทานให้สอดคล้องกับอุปสงค์ของผู้ผลิต และจะเติบโตจากการเพิ่มกำลังผลิตอีก 10% จากการ COD โครงการ PO/Polyols และ ORP ในไตรมาส 4/63

 

 

IRPC มีกำไรสต็อกน้ำมันจำนวนมาก

นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า บริษัท อยู่ระหว่างดำเนินโครงการควบคุมต้นทุน โดยตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1 พันล้านบาท/ปี ให้ได้ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว และราคาปัจจุบันซื้อขายบน PBV ที่ 0.6 เท่า นับว่ามีส่วนลดจากค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปี -2.5SD ถือว่า Downside จำกัด


อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เหลือของปี 2563  ถึงครึ่งปีแรก 64  คาดหุ้นยังอยู่ในช่วงที่ท้าทาย โดยเฉพาะการสร้างกำไรจากการดำเนินงานภายใต้สถานการณ์อุตสาหกรรมโรงกลั่นที่ยังฟื้นตัวได้จำกัด ตลาด PP มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาด และภาระค่าใช้จ่ายคงที่ระดับสูง ซึ่งทำให้คาดการณ์งบปี 2563 -2564 ของเรายังมี Downside ทางพื้นฐานจึงแนะนำเพียง TRADING ระยะสั้นในลักษณะ Laggard play (บริษัทฯ จะรายงานงบ 3Q63 วันที่ 9 พ.ย. 2563)


โดยไตรมาส 3/63 คาดกำไรสุทธิที่ 1.2 พันล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2/63 และไตรมาส 3/62 โดยปัจจัยบวกหลักมาจากผลกำไรสต็อกน้ำมันจำนวนกว่า 2.8 พันล้านบาท ซึ่งถือว่ามากกว่าที่เราประเมินไว้ก่อนหน้า แม้ราคาน้ำมันดิบ ณ สิ้นไตรมาสจะปรับเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่สต็อกน้ำมันดิบได้รับปัจจัยบวกจาก Lack time ที่เกิดจากสายการผลิตที่ยาวกว่าคู่แข่ง ทำให้ได้ประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันที่ต่ำช่วงต้นไตรมาส หากไตรมาส 3/63 เป็นไปตามคาด งบ 9 เดือนปี 63 จะขาดทุน 8.1 พันล้านบาท ทำให้ประมาณการปีนี้ของเราที่ขาดทุน 6.1 พันล้านบาท มี Downside risk


ส่วน แนวโน้มไตรมาส 4/63 แม้ค่าการกลั่น และส่วนต่างราคาปิโตรเคมีจะมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง หนุนจาก 1.ค่าพรีเมี่ยมน้ำมันดิบที่ต่ำลง โดยราคาน้ำมัน OSP ชนิด Arab light ไตรมาส 3/63 เดือนต.ค. - พ.ย. เฉลี่ยเป็น Discount ที่ 0.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับ Premium ที่ 0.77 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาส 3/63


2.Spread น้ำมันสำเร็จรูปทยอยฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ - อุปสงค์ช่วงปลายปี 3.ปริมาณสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปมีสัญญาณลดลง 4.ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีปรับตัวขึ้นจากอุปสงค์ และภาคการผลิตที่ดีขึ้น

 

 

Share: