นับถอยหลัง SCGP เตรียมเข้าเทรด 22 ต.ค. กับการเข้า SET50 แบบ Fast Track

ตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวน ทั้งจากการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนปลดแอกและธรรมศาสตร์และการชุมนุม ขณะที่การเลือกตั้งสหรัฐเองก็เข้มข้นเรื่อยๆ เนื่องจากเหลืออีกแค่สัปดาห์กว่าๆ ก็จะเลือกตั้งแล้ว อีกปัจจัยที่ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่าจะทำให้ตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ผันผวนคือ การเข้า IPO ของหุ้นใหญ่อย่างบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ในวันที่ 22 ต.ค.นี้ โดยนายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า จากช่วงราคาไอพีโอทำให้บริษัทมีมาร์เก็ตแคปประมาณ 140,000 ล้านบาท มีโอกาสที่จะได้เข้ารับเลือกคำนวณดัชนี SET 50 ด้วย

 

สอดคล้องกับข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ระบุว่า หากมาร์เก็ตแค็ปของบริษัทเกิน 1% ของมาร์เก็ตแค็ปรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะถูกจัดอันดับให้เป็นหุ้น SET 50 โดยเป็นการเข้าแบบ Fast Track หรือเข้า SET50 หลังไอพีโอ ซึ่งก็คล้ายกับการเข้าตลาดของหุ้น AWC, CRC ที่เข้า SET50 แบบ Fast Track เช่นกัน

 

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า แม้ตลาดจะตอบรับข่าวการเข้าเทรด SCGP ซึ่งมีกองทุนประมาณ 18 กองทุนจองซื้อหุ้นไอพีโอ เม็ดเงินประมาณ 23,000 ล้านบาท แต่ช่วงที่ SCGP จะเข้าตลาดจริงๆ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ SET INDEX ผันผวน

 

“การเข้าไอพีโอของ SCGP นอกจากจะเป็นหุ้นใหญ่ที่เข้า SET50 แบบ Fast Track แล้ว น่าจะเห็นหุ้นใหญ่ถูกกดดันจากการปรับสัดส่วนการลงทุน ซึ่งหุ้น 2 ตัวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ TCAP และ ERW นอกจากนี้ยังกระทบหุ้นตัวอื่นในเซ็คเตอร์เดียวกัน เช่นกับภาพเดียวที่เคยเกิดขึ้นกับหุ้น AWC และ CRC” นายภราดรกล่าว

 

อย่างไรก็ตามความผันผวนของดัชนีที่ต้องระมัดระวังในช่วงไม่กี่วันนี้ เนื่องจากว่ามีกองทุน Passive Fund ที่ต้องรอซื้อในวันเทรด เพราะต้องล้อตามการปรับขึ้นลงของดัชนี จึงน่าจะเห็นการปรับลงของดัชนีอีกครั้ง

 

ด้านที่ปรึกษาทางการเงิน นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม เปิดเผยว่า ราคาหุ้น SCGP เสนอขายที่ราคา 35.00 บาทต่อหุ้น หลังนักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการซื้อที่ช่วงราคาเสนอขายสูงสุด ซึ่งราคาไอพีโอดังกล่าว มั่นใจว่าสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพของ SCGP ที่เป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน

 

การเสนอขายหุ้น IPO ของ SCGP ครั้งนี้ มีจำนวนไม่เกิน 1,127.6 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 26.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ (ไม่รวมหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน อาจใช้สิทธิซื้อหุ้น IPO จากบริษัทฯ ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over Allotment) จำนวนไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น รวมคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 29.3 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ (กรณีที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน) 

 

ผู้บริหารอย่างนายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ย้ำว่า เงินที่ได้จากไอพีโอ จะนำไปใช้ขยายธุรกิจ ชำระเงินกู้และเป็นเงินทุนหมุนเวียน

 

ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของ SCGP มาจาก 2 สายธุรกิจ ได้แก่ สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร มีสัดส่วน 75-84% ของรายได้รวม และสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ มีสัดส่วน 16-25% ของรายได้รวม ซึ่งถ้าถามว่าทำไม SCGP ถึงได้รับความสนใจจากนักลงทุน ก็เพราะว่า ธุรกิจ Packaging ถือเป็น 1 ใน 3 ธุรกิจหลักของ SCC โดยงวดครึ่งปีแรก 2563 กำไรจากธุรกิจ Packaging คิดเป็นสัดส่วน 22% ของกำไรทั้งหมดที่ SCC ทำได้จากอดีตที่มีสัดส่วนกำไรไม่ถึง 10% ของกำไรทั้งหมดของ SCC และมีอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยปีละ 14.6% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 


 

แกะรายได้ SCGP มาจากไหน?

ครึ่งปีแรก 2563 ลูกค้าส่วนใหญ่ของ SCGP ยังมาจากในประเทศ คิดเป็น 52.4% ส่วนในต่างประเทศ กลุ่มลูกค้าหลักอยู่ในอาเซียน นำโดยอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วน 13.6% เวียดนาม สัดส่วน 10.7% และฟิลิปปินส์ คิดเป็นสัดส่วน 3.1% แต่ถ้าแบ่งตาม “ประเภทสินค้า” เกือบ 70% เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม สินค้า FMCG อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

Share: