KKP งบไตรมาส 3/63 ดีกว่าคาด โบรกชี้ผลตอบแทนสูงปันผล 8.7%แถม Upside 34 %!!

เดือนนี้เป็นช่วงที่หุ้นกลุ่มธนาคารทยอยประกาศงบไตรมาส 3/63 ซึ่งหุ้นตัวล่าสุดที่ประกาศงบออกมาวานนี้ (19 ต.ค. 63) คือ KKP หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โดยมีกำไรอยู่ที่ 1,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/63 แต่ยังปรับตัวลง 16.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม แม้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้จะยังไม่ฟื้นตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดไว้ ทำให้ราคาหุ้นวันนี้ (10 ต.ค. 63) ดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ 36.75 บาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 2.80% ทันทีที่ตลาดหุ้นเปิดการซื้อขาย ก่อนจะปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับเดิม 36.75 บาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 2.80% การที่กำไรของ KKP  เติบโตได้ดีทำให้ KKP กลับมาอยู่ในความสนใจนักลงทุนอีกครั้ง

 

ธุรกิจฝั่งตลาดทุนช่วยหนุน - สำรองฯ ต่ำกว่ากลุ่มธนาคาร

 

โดยบล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า KKP ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 อยู่ที่ราว 1.35 พันล้านบาท ลดลง 16% YOY แต่เพิ่มขึ้น 14% QOQ ดีกว่าที่ตลาดและฝ่ายวิจัยคาด 27% และ 6% ตามลำดับ เนื่องจากขาดทุนรถยึดน้อยกว่าคาดมาอยู่ที่ระดับ 120 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 538 ล้านบาท เพราะจำนวนรถยึดน้อยลงจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทำให้ขายรถยึดได้ราคาดีขึ้น โดยการหดตัว YOY เกิดจากการตั้งสำรองฯ ที่รวมผลขาดทุนรถยึดเพิ่มขึ้น 41% YoY โดยมีการตั้งเผื่อ management overlay เพิ่มขึ้นอีก 1 พันล้านบาท ทำให้ Coverage ratio เพิ่มขึ้นถึง 153% จากไตรมาสก่อนที่ 129% ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น QOQ มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตได้ดี 16% หลังจากคลายล็อคดาวน์ ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อ (loan related fee) และธุรกิจกองทุนรวมกลับมาขายได้ตามปกติ

 

 

ขณะที่ NIM อยู่ที่ 4.14% ใกล้เคียงกับไตรมาส 2/63 ที่ 4.19% ด้านสินเชื่อมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี 10% YTD จากสินเชื่อเซ่าซื้อและสินเชื่อรายใหญ่ในกลุ่มอสังหาฯ ขณะที่หนี้เสีย (NPL) ยังคงมีการปรับตัวลดลงได้ดีมาอยู่ที่ 3.20% จากไตรมาสก่อนที่ 3.40% เนื่องจากการใช้มาตรการจาก ธปท. ในการ freeze ลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือจาก COVID-19 โดยมีลูกหนี้ที่ยังอยู่ในโครงการ 34% ของสินเชื่อรวมทั้งหมด และคาดว่า 70% กลับมาจ่ายได้ตามปกติ

 

 

ทั้งนี้กำไรสุทธิ 9 เดือน คิดเป็น 76% จากประมาณการทั้งปี ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 อยู่ที่ 53 พันล้านบาท ลดลง 12% YOY โดยคาดว่า แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/63 มีโอกาสหคตัวลงตามกลุ่มธนาคารจากการตั้งสำรองฯที่สูงขึ้น แต่ KKP ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน (EDT) ซึ่งช่วยให้กำไรลดลงไม่มากเท่ากลุ่มฯ ขณะเดียวกัน KKP จะมีการตั้งสำรองฯที่น้อยกว่ากลุ่มธนาคารเล็กเพราะไม่มีการให้ skip payment โดยฝ่ายวิจัยกำหนดราคาเป้าหมายที่ 50.00 บาท อิง 2563E PBV ที่ 0.9x (-1.0SD below 10-yr average PBV) อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากขาดทุนรถยึดที่มีโอกาสมากกว่าคาดจากภาพรวมเศรษฐกิจที่แย่ลง รวมถึงแนวโน้ม NPL ที่จะสูงขึ้นหลังหมดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงไตรมาส 4/63

 

KKP ยังน่าสนใจลงทุน คาด Dividend Yield สูง 8.7%

 

 

ด้านบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการเดิม คาดกำไรจากการดำเนินงานของ KKP อาจอ่อนตัวเล็กน้อยในไตรมาส 4/63 เนื่องจากราคารถมือสองมีแนวโน้มปรับตัวลงในช่วงปลายปี หลังลูกหนี้ที่ขอเข้าพักชำระหนี้กับธนาคารจะมีบางส่วนที่กลายเป็นหนี้เสียเพราะไม่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ต่อได้ ทำให้ Supply ของรถยึดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ KKP ขยับขึ้นตาม แต่ปัจจัยลบดังกล่าวบางส่วนจะถูกหักล้างด้วย 1. ยอดปล่อยสินเชื่อที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับยอดขายยานยนต์ที่มีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง อีกทั้งวันที่ 2-13 ธ.ค. จะมีการจัด Motor Expo คาดผู้ประกอบการจะมีการกระตุ้นยอดขายด้วยการจัดโปรโมชั่นร่วมกับธนาคารมากขึ้น, 2. รายได้ค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มขยับขึ้นจากธุรกิจฝั่งตลาดทุน หลังผ่านการ Re-Branding ทำให้คาดจะเห็นการทำ Cross selling กับฐานลูกค้าของฝั่งธนาคารมากขึ้น และ 3. คาดการตั้งสำรองเริ่มผ่อนคลายลงหลังมีการตั้งสำรองพิเศษเพิ่มเข้ามาในไตรมาส 3/63 ขณะที่แนวโน้มหนี้เสียคาดเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้คาดว่า KKP จะมีกำไรสุทธิในปี 2563 ที่ 5,268 ลบ. ลดลง 12%YoY

 

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคงมอง KKP เป็นธนาคารที่มีความน่าสนใจ โดยคาดจะเห็น Synergy ระหว่างฝั่งธนาคารและ ฝั่ง บล. ภัทรมากขึ้นตามลำดับจากกลยุทธ์ Optimization ทรัพยากรของบริษัท หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ Re-Branding นอกจากนี้ในแง่ของราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside ราว 34.3% จากมูลค่าพื้นฐานปี 64 ที่ 48 บาท (วิธี GGM) และคาดหาก ธปท. ไม่เข้ามาแทรกแซงการจ่ายปันผลประจำปีของกลุ่มธนาคาร KKP จะเป็นหุ้นแบงก์ที่ให้ dividend yield สูงถึง 8.7% ทำให้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”

 

 

ถือเป็นหุ้นธนาคารอีกตัวที่น่าสนใจ ยิ่งใครเป็นนักลงทุนสายหุ้นปันผลด้วยละก็ ประมาณการเงินปันผลที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ถือว่าสูงมาก แต่ภาวะตลาดหุ้นในช่วงนี้ยังคงผันผวนรุนแรง นักลงทุนต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลต่อการลงทุนอย่างชิด เพื่อหาจังหวะเข้าลงทุนที่เหมาะสม

 

Share: