“เศรษฐพุฒิ” ขอ 3 ปีแก้ 5 โจทย์เศรษฐกิจ หวั่นชุมนุมการเมืองฉุดเชื่อมั่น-ลงทุน-ท่องเที่ยว

ผู้ว่าธปท.ใหม่ “เศรษฐพุฒิ” เปิด 5 โจทย์เศรษฐกิจ ยึดหลักทำงาน “ตรงจุด ยืดหยุ่น ครบวงจร” เน้นผลลัพธ์การทำงาน ไม่ออกมาตรการสร้างสีสัน ชี้สัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า เผชิญความไม่แน่นอนสูง ใช้เวลานาน 3 ปีกลับมาเท่าก่อนโควิด รับหน้าเสื่อแก้ปัญหาวิกฤติหนี้ครบวงจร ตั้งรับเอ็นพีแอลสูง ชูตั้ง AMC ระบุนโยบายการเงินเป็นกองหลังช่วยนโยบายคลังฟื้นเศรษฐกิจ พร้อมเกาะติดชุมนุมการเมืองกระทบความเชื่อมั่น-การลงทุน-ท่องเที่ยว


 
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในการพบสื่อมวลชนครั้งแรกหลังรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมาว่า ในฐานะที่ต้องเข้ามาเป็นหมอรักษาวิกฤตเศรษฐกิจหลังโควิด-19 หลังจากที่เกิดอาการช็อกแรงจากการล็อคดาวน์ประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ที่เหลือ 6.7 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปราว 1.6 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และการส่งออกสินค้าในไตรมาส 2 หดตัวหนักสุดในรอบ 11 ปี ทำให้รายได้หดหายและการจ้างงานที่ลดลง เปรียบเสมือนอาการของผู้ป่วยหนักที่รักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู
 

 

แม้ขณะนี้มีการคลายล็อคก็ตาม แต่การฟื้นตัวกลับมา “ไม่เท่าเทียมกัน” บางธุรกิจดีและบางธุรกิจถูกกระทบน้อย ขณะที่ธุรกิจเดียวกันก็ยังฟื้นตัวต่างกันมากด้วย เพราะฉะนั้นคาดว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้องใช้ระยะยาวและนานไม่น้อยกว่า 2 ปี ในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงอยู่  ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้แนวทางการแก้ปัญหาจะแตกต่างจากเดิมที่เกิดวิกฤติที่ใช้มาตรการระยะสั้นทั้งการปูพรมและแช่แข็ง โดยแนวทางแก้ปัญหาในปัจจุบัน จะต้องเน้น “ตรงจุด ยืดหยุ่น ครบวงจร เกิดผลกระทบข้างเคียงน้อยที่สุด
 

 

“ผมต้องการสื่อว่า การฟื้นตัวไม่มาเร็ว ใช้เวลานานและสุท้ายการฟื้นตัวมีเวลาไม่แน่นอนสูงมาก คำถามแรกคนถามกันเยอะ มีโควิดรอบ 2 ไหม วัคซีนมาแน่ไหม ถ้าวัคซีนมาจะท่องเที่ยวฟื้นตัวแค่ไหน ซึ่งก็ไม่มีใครรู้  ทำให้มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งความไม่แน่นอนสูงนี้จะเป็นตัวถ่วงเวลาในการฟื้นตัว” นายเศรษฐพุฒิกล่าว
 

 

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ติดลบ 7.8% และจะเห็นรายไตรมาสต่อจากนี้ไปจะติดลบทุกไตรมาส และจะเริ่มเป็นบวกในไตรมาสที่ 2 ปีหน้า และจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยใช้เวลาถึงไตรมาส 3 ปี 2565 ที่จะกลับมามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่าช่วงก่อนโควิด 
 
 

สำหรับโจทย์ใหญ่ของธปท.มี 5 เรื่องสำคัญ ที่ต้องดำเนินการในช่วงเวลาต่อจากนี้ ได้แก่ 1.แก้วิกฤติหนี้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจผ่านพ้นวิกฤตโควิด 19 และฟื้นตัวได้ 2.รักษาเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 3.รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ให้โครงสร้างเศรษฐกิจการเงินไทย สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์โควิด 19 และระยะต่อไปได้ดี
 

 

4.สร้างความเชื่อมั่นของสาธารณชนให้ธปท.เป็นหนึ่งในองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่นที่สุด โดยยึดหลักทำงาน  "คิดรอบ ตอบได้” เพื่อต้องการสื่อสารว่าเข้ามาทำหน้าที่ดูแลภาพรวม ดังนั้นอาจจะหนีไม่พ้นกระทบกลุ่มหนึ่ง โดยจะมีคำตอบต่อสาธารณะได้ และ 5.พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ธปท.เป็นองค์กรที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ และสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย เนื่องจากปัจจุบันกระบวนการทำงานของธปท.จะมีขั้นตอนมาก จึงเตรียมจะปรับลดขั้นตอนลง และปรับการวัดผลทำงาน (KPI) ซึ่งแผนเดิม 3 ปีของธปท. มี KPI ถึง 70 กว่าตัว จึงปรับลดลง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้คนของธปท. ซึ่งมีความเก่ง สามารถแสดงความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้แสดงศักยภาพออกมาได้ เพื่อนำพลังเหล่านี้มาช่วยแก้ปัญหาตามความคาดหวังของสังคมต่อธปท.ที่สูงมากได้
 


นายเศรษฐพุฒิได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้อย่างยั่งยืนว่า ธปท.ได้ออกมาตรการพักหนี้ในปัจจุบัน เนื่องจากเดิมโควิดทำให้เกิดผลกระทบกันถ้วนหน้าไม่ทันตั้งตัว จึงใช้มาตรการปูพรมและเหมาเข่งโดยการแช่แข็งลูกหนี้ เพื่อไม่ให้เสียหรือเน่า แต่ขณะนี้มีการคลายล็อคดาวน์แล้ว จึงต้องมาปรับใช้มาตรการให้ตรงจุด เพื่อให้สอดรับกับลูกหนี้และความต้องการของแต่ละรายมากขึ้น จึงได้มีการแยกแยะกลุ่มลูกหนี้สีเขียว เหลือง แดง สำหรับลูกหนี้ที่แข็งแรง (เขียว) แล้ว ก็ให้กลับมาชำระตามปกติ ส่วนความยืดหยุ่นคือ กลุ่มลูกหนี้เหลืองและแดงที่ไม่มีสภาพคล่องและต้องการความช่วยเหลือ ก็ให้เวลาเจรจากับสถาบันการเงินได้จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค. 2563 เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมตามความสามารถของลูกหนี้ ภายใต้กลไกต่างๆ เช่น ลดค่างวด ขยายระยะเวลาชำระหนี้ จนถึงกลางปีหน้า ซึ่งจะเห็นความแตกต่างของลูกหนี้แต่ละราย
 

 

รวมถึงการแก้ปัญหาให้ครบวงจร โดยจะต้องมีเครื่องมือที่ตอบโจทย์ตามสถานะของปัญหาได้คือ มองไปในระยะ 2 ปีข้างหน้าจะต้องเจอกับปัญหาเอ็นพีแอล สินเชื่อด้อยคุณภาพต่างๆ ที่เข้ามา เพราะฉะนั้นจะต้องเตรียมเครื่องมือให้ครบสำหรับการจัดการเอ็นพีแอล การจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีประเด็นสุดท้ายคือ มาตรการพักชำระหนี้จะต้องคำนึงถึงผลข้างเคียง เพราะการพักหนี้ดีในระยะสั้น แต่เกิดผลกระทบในระยะยาวได้ เพราะการหยุดพักชำระหนี้ 1 ปี ทำให้กระแสเงินสดหายไปจากสถาบันการเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะไปกระทบต่อระบบสถาบันการเงิน ผู้กู้และผู้ฝากเงินอื่นๆ
 

 

“ส่วนเรื่องซอฟโลนนั้น กำลังอยู่ระหว่างการการแก้ไขมาตรการเพิ่มเติมประกาศออกมาเพื่อให้ไปได้ การฟื้นเศรษฐกิจ จะต้องคิดถึงผลข้างเคียง เพื่อไม่ให้การแก้ไขระยะสั้นไปส่งผลกระทบระยะยาวบั่นทอน” นายเศรษฐพุฒิกล่าว
 


สำหรับแนวทางดูแลรายกลุ่มลูกหนี้ให้ตรงจุดจะเริ่มจากกลุ่มไหน และจะออกมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ยังไม่มีสูตรตายตัว แต่จะเน้นแนวทางตรงจุดและครอบคลุม ซึ่งในทางปฏิบัติคนที่รู้อาการของลูกหนี้ดีที่สุดคือ สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ ส่วนธปท.จะทำหน้าที่ในการออกเครื่องมือให้เพียงพอให้สามารถทำได้ดีโดยมีแรงจูงใจให้ เช่น ที่ผ่านมาได้มีการผ่อนเรื่องจัดชั้นหนี้ การตั้งสำรอง รวมไปถึงการช่วยแก้ปัญหากรณีมีเจ้าหนี้หลายหลาย หรือ DR BIZ รองรับ
 

 

“จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ออกมาอีกหรือไม่ ขณะนี้กำลังดูอยู่ แต่การจะออกมาตรการใดจะต้องดูให้เหมาะสม แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีอะไรเร่งด่วน การออกมาตรการจะเน้นที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่สักแต่ออกมาตรการสีสัน” นายเศรษฐพุฒิกล่าว
 

 

อย่างไรก็ตามนายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งพอที่จะก้าวพ้นวิกฤติในครั้งนี้ เพราะไทยสามารถคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดได้ดี ด้านเสถียรภาพการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี โดยระบบสถาบันการเงินมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(BIS) 19% สูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ระบบสถาบันการเงินของเวียตนาม 11% เพราะฉะนั้นความสามารถในการรับช็อคต่างๆ ของสถาบันการเงินไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ส่วนเสถียรภาพต่างประเทศอยู่ระดับแข็งแรง โดยมีหนี้ต่างประเทศที่น้อย และมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง ขณะที่ด้านหนี้สาธารณะยังอยู่ต่ำกว่าเพดานหนี้สาธารณะที่ระดับ 60% ของ GDP และยังสามารถบริหารจัดการหนี้ได้
 


สำหรับตลาดแรงงานแม้จะได้รับผลกระทบหนัก แต่ก็พบว่าคนตกงานกลับไปสู่ภาคเกษตร สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของแรงงานที่เคลื่อนย้าย แต่ก็ยังมีปัญหาด้านคนทำงานน้อยกว่าเดิมและรายได้ที่หายไป
 

 

“ผมไม่เถียงโจทย์แรงงานที่ดูจำนวนชั่วโมงทำงานที่ลดลงและจำนวนรายได้ต่างๆ ซึ่งโจทย์ของคนไข้ที่มาหาหมอในอาการแบบนี้เป็นโรคหนัก ไม่มียาวิเศษหาเร็ววันได้ แต่รักษาได้และใช้เวลา แต่ทางแก้คือ ธปท.ก็ต้องปรับตัว จัดทัพจัดองคาพยพใหม่ในการทำงานด้วย เพราะวันที่ผมเข้ามาทำงาน หน่วยงานที่เจอเป็นหน่วยงานที่ทำงานสารพัดเรื่องกว้างมาก แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาวิกฤติ จำเป็นต้องโฟกัสหน้างานให้แคบลงมา ขณะนี้จึงได้มีการปรับการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทที่เจอ” นายเศรษฐพุฒิกล่าว
 

 

สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.ถึงทางตันหรือไม่ นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า นโยบายการเงินเปรียบเหมือนกองหลังในเกมฟุตบอล ซึ่งหากกองหลังแข็งแรง ก็จะส่งจ่ายลูกให้กองหน้าต่อไปคือ สอดประสานกับการดำเนินนโยบายการคลัง เพราะฉะนั้นธปท.จึงต้องมั่นใจว่าดำเนินนโยบายการเงินให้มีเสถียรภาพต่างๆ ครบ
 

 

“แต่จะให้ทีมชนะได้ ไม่ใช่เพราะกองหลัง แต่จะต้องมีตัวอื่นๆ ด้วย เพราะฉะนั้นต้องทำงานประสานด้วยกัน โดยสิ่งที่เราเน้นย้ำคือ ทำอย่างไรให้เรื่องการเงิน ดอกเบี้ย สภาพคล่อง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ” นายเศรษฐพุฒิกล่าว
 

 

สำหรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนนั้น เนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้นขึ้นกับค่าเงินสกุลหลักคือดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินในภูมิภาค ซึ่งเป็นน้ำหนักของปัจจัยต่างประเทศมากถึง 85% ส่วนปัจจัยในประเทศมีน้ำหนักเพียง 15% โดยหากสะท้อนจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมาก 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงทำให้ค่าเงินบาทแข็งมากกว่าสกุลเงินประเทศอื่นๆ ส่วนประเทศอื่นๆ เจอปัญหาเช่นเดียวกับไทย แต่ค่าเงินไม่แข็ง เช่นเกาหลี เพราะใช้วิธีการเงินทุนเคลื่อนย้ายหมุนเข้าออกระหว่างประเทศ (Recycle) ซึ่งเป็นการทำให้เงินในบัญชีเดินสะพัดมีการหมุนกลับออกไปต่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนให้บริษัทไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อลดการแข็งค่าของค่าเงินบาท

 

 

ส่วนปัญหาการชุมชนทางการเมืองกระทบต่อเศรษฐกิจนั้น นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ธปท.ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านความเชื่อมั่น การลงทุนต่างๆ การท่องเที่ยวจะกลับมาได้หรือไม่

Share: