การเมืองกดความมั่งคั่งหาย 3.5 แสนล้าน โบรกเกอร์ชี้ 1,200 จุด ไม่ใช่จุดขายแต่ต้องซื้อ!!

ม็อบการเมืองกำลังขับเคลื่อน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของสังคม ด้วยความเชื่อว่าจะเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า การตื่นตัวทางการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในอีกด้านหนึ่งก็สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมาก และเกิดเม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดหุ้นอย่างน่าตกใจ

           

จากสถิติที่ Wealthy Thai ได้ติดตามเราพบว่า นับจากวันที่ 15 ต.ค. ที่เริ่มมีการชุมนุมใหญ่อย่างจริงจัง มาถึงวันที่ 20 ต.ค. ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงมาอยู่ที่ 1,210 จุด ลดลง 43.96 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงมาอยู่ที่ 13,166,041 ล้านบาท หรือความมั่งคั่งในตลาดหุ้นไทยลดลง 3.51 แสนล้านบาท  โดยการปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความกลัว ไม่กล้าที่จะเข้าซื้อหุ้น แต่ในภาวะที่ทุกคนกลัว อาจจะเป็นจุดที่น่าสนใจเข้าซื้อมากที่สุดก็ได้!!      

           

อย่ากลัวตลาดต้องกลับมาซื้อหุ้น!!

           

ดัชนี 1,200 จุด ไม่ใช่จุดที่จะต้องกลัว แต่ต้องกล้าซื้อหุ้น เพราะหุ้นเริ่มกลับมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจอีกครั้ง  เอกภาวิน สุนทราภิชาติ ผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ จำกัด ให้มุมมองกับเราในรายการ Wealthy Talk ว่า 1,200 จุด จะเป็นจุดที่เริ่มทยอยสะสมหุ้นได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว เพราะเป็นระดับราคาที่เหมาะสม และน่าจะฟื้นตัวได้ในระยะยาว

 

การเข้าเก็บหุ้นรอบนี้จะต้องโฟกัสที่หุ้นขนาดใหญ่ที่จะสามารถผลักดันให้ตลาดฟื้นตัวได้อีกครั้ง ซึ่งในหลายหุ้นตอนนี้มีระดับราคาอยู่ในช่วงเดียวกับเกิดวิกฤติ Covid-19 ตอนนี้สถานการณ์ก็ดีขึ้น หลายธุรกิจเริ่มฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจต่อได้ ดังนั้นน่าจะเป็นจังหวะของการลงทุนรอบใหม่

           

“ถ้าเรามองว่าดัชนีจะขึ้นไปที่ 1,300 จุด เราต้องซื้อหุ้นใหญ่ เพราะหุ้นใหญ่เท่านั้นที่จะช่วยผลักดันดัชนีได้ ดังนั้นรอบนี้ ต้องเป็นรอบของหุ้นใหญ่ที่จะปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าหุ้นในกลุ่มอื่น”    

           

PTT-CPALL เริ่มน่าสนใจ

           

กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่น่าสนใจลงทุนขณะนี้คือ PTT ที่เป็นสินค้าโคภัณฑ์จากราคาน้ำมันเริ่มนิ่งมากขึ้น และ PTT ปรับตัวลดลงมาจนราคาเริ่มสมเหตุสมผล ดังนั้น PTT จะเป็นเป้าหมายของการเก็บหุ้นในชุดแรก รวมถึง CPALL ที่ไตรมาสที่ล่าสุดน่าจะเห็นการฟื้นตัวทางธุรกิจที่ชัดเจน

 

จากเดิมที่ CPALL มีปัญหา Lockdown ทำให้ธุรกิจมีรายได้ลดลง ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายและ CPALL เริ่ม ทำยอดขายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันความกังวลเรื่องเพิ่มทุนเพื่อเข้าซื้อ Tesco Lotus และการลงทุนในต่างประเทศที่หลายคนมองว่ามีความเสี่ยง แต่จากการประเมินสถานะการเงินแล้ว น่าจะผ่านไปได้ด้วยดีและไม่มีความเสี่ยงเพิ่มทุน

           

ถัดมาคือกลุ่มโรงไฟฟ้าที่จะมีการเติบโตในระดับที่สูง ทั้ง GULF และ BRGIM ทั้ง 2 หุ้นนี้ราคาปรับตัวลงมาค่อนข้างลึก และสามารถเข้าสะสมได้ ดังนั้นอาจเป็นเป้าหมายหนึ่งที่นักลงทุนควรพิจารณา รวมถึงหุ้นอย่าง CPF ที่เริ่มพักฐานด้วยเช่นกัน

           

ส่วนการเข้าซื้อหุ้นในรอบนี้แนะนำให้แบ่งเงินออกเป็น 2 ไม้ คือ เข้าซื้อหุ้นในระดับนี้ 1 ไม้ และหากดัชนีลดลงไปที่ 1,150 จุด ให้เข้าเก็บหุ้นอีกครั้งหนึ่ง

           

หุ้นธนาคารยังไม่น่าสนใจ

           

สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงนั้น มองว่ากลุ่มธนาคาร รวมถึงกลุ่มลิสซิ่ง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่า หลังหมดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แล้ว จะเป็นอย่างไร NPL จะอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ ดังนั้นควรรอความชัดเจนก่อน รวมถึงหุ้นในกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นไปก่อนหน้านี้ อย่างหุ้นเกี่ยวข้องกับยางพารา หรือหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าเทรนด์ในระยะยาวจะดูดีมากๆ แต่ราคาปรับตัวขึ้นไปสูง ดังนั้นควรรอให้ย่อก่อนแล้ว

Share: