แนะทยอยสะสม ‘หุ้นเวียดนาม’...ไม่เกิน 10% ของพอร์ต-มองการลงทุนระยะยาว !!!

หุ้นกลุ่มประเทศ “อาเซียน” หนึ่งในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่นักลงทุนให้ความสนใจในอันดับต้นรองลงมาจากประเทศจีน แต่หลังจากช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ


ทั้งภาวะเศรษฐกิจ การบริโภคในประเทศ ไปจนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ส่งผลให้ผลตอบแทนของตราสารทุนตลาดหุ้นอาเซียนในช่วง 9 เดือนแรกนั้น ติดลบถึง -18.84%


แต่หากดูไส้ในจริงๆ จะพบว่าหุ้นบางประเทศทำได้ดีกว่ากลุ่ม ไม่ว่าจะ “อินโดนีเซีย” และ “เวียดนาม” ที่ปรับตัวดีกว่า ตลาดประเทศเพื่อนบ้าน


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำมุมมองของผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อย่าง “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด ถึงทิศทางตลาดหุ้นเวียดนามและความน่าสนใจของตลาดมาแชร์ให้แก่นักลงทุน

 

 

“ตลาดหุ้นเวียดนาม” กับภาพ “เศรษฐกิจ” ...ไปคนละทาง

“เวียดนาม” ถือเป็นหนึ่งในดาวจรัสแสงของกลุ่มอาเซียนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งทางตรง (FDI) และเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ‘เซียนหุ้นไทย’ หลายคนก็หมายไปขุดทองในตลาดหุ้นเวียดนามเช่นกัน รวมถึงนักลงทุนสถาบันอย่างบลจ.ที่มีการจัดตั้ง ‘กองหุ้นเวียดนาม’ ไปร่วมแสวงหาโอกาสการลงทุนด้วยเช่นกัน


“แต่ภาพของ ‘ตลาดหุ้น’ กับ ‘เศรษฐกิจ’ ดูจะไปคนละทิศละทางหลังจากนั้น จุดขายของเวียดนาม คือเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เติบโตสูง แม้ในมรสุม COVID-19 เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง แต่ตลาดหุ้นกลับไปคนละทาง เล่นเอานักลงทุนไทยที่ไปขุดทองบาดเจ็บไปตามๆ กัน แต่ดูสถานการณ์กำลังดีขึ้นตามลำดับช่วง 9 เดือนแรก (ข้อมูล ณ 21 ต.ค. 20) ดัชนี VN30 ปรับตัวขึ้นมา +2.17% แล้ว ดังนั้นคำแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามให้มอง ‘ระยะยาว’ จึงยังเป็นสิ่งที่พึงหวังได้เช่นกัน ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจที่สนับสนุนอยู่”

 

 

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การลงทุนใน “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ไม่สามารถหวังผลใน ‘ระยะสั้น’ นั้น เพราะหุ้นเวียดนามมีการจำกัดการถือครองของต่างชาติเอาไว้ ซึ่งหุ้นขนาดใหญ่ดีๆ ก็มีต่างชาติถือครองกันเต็มแล้ว การจะเข้าไปซื้อได้มา จำเป็นต้องจ่ายที่พรีเมี่ยม 20% อัพในบางตัว เรียกว่าซื้อมาก็ขาดทุนไปเลยทันทีตั้งแต่ซื้อ ครั้นจะขยับไปเล่นหุ้นขนาดกลาง-เล็กก็ ‘ไม่มีสภาพคล่อง’ ดังนั้น ‘กองหุ้นเวียดนาม’ ในช่วงแรกจึงจำกัดการซื้อขายเอาไว้ไม่ได้เปิดให้ซื้อขายทุกวัน แต่กำหนดเป็นรอบๆ ก็ด้วยปัญหาสภาพคล่องกับราคานี้เอง


“เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องการซื้อที่พรีเมี่ยม ‘กองหุ้นเวียดนาม’ ส่วนใหญ่จะลงทุนหุ้นใหญ่ของเวียดนามผ่านกองทุน ETF แทนส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็เลือกหุ้นเอง แต่ก็ต้องหวังผลในระยะยาวเป็นสำคัญ ในส่วนของค่าเงินดองกับเงินบาท โดยปกติจะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรอย่างมีนัยสำคัญมากนัก”

 

 

“ตลาดหุ้นเวียดนาม” ฟอร์มแจ่มสุดในอาเซียน...มาพร้อมพื้นฐานสุดแกร่ง

คมสัน บอกว่า ต้องยอมรับ “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ถือเป็นตลาดหุ้นที่มีการฟื้นตัวและปรับตัวขึ้นได้ดีที่สุดในกลุ่มตลาดหุ้นอาเซียน โดย 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดได้รับการตอบรับจากนักลงทุนได้ มาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ

(คมสัน ผลานุสนธิ)

 


“ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจหรือการเติบโตของเศรษฐกิจเอง ก็ยังมีการเติบโตได้ดีแม้ว่าจะเกิดการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ทั่วโลก รวมถึงภูมิศาสตร์และปัจจัยในประเทศของประเทศเวียดนาม ทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศให้ความสนใจเป็นอันดับต้นในการตั้งเป็นฐานการผลิต”

 

 

คาดผลเลือกตั้งสหรัฐฯ...จะไม่ทำให้ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน

ไม่เว้นแต่ผู้ประกอบการจากประเทศจีนด้วยเช่นกันที่ได้เริ่มเห็นสัญญาณการย้ายฐานการผลิตที่ชัดเจน หลังเกิดประเด็นสงครามการระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งหากการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ได้ “โจ ไบเดน” จากค่ายเดโมแคร็ตหรือ “โดนัลด์ ทรัมป์” จากค่ายรีพับลิกัน เป็นประธานาธิบดี ก็จะไม่ทำให้ปัจจัยเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่อาจจะต้องติดตามปัจจัยการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ว่าคลี่คลายได้ช้าเร็วเพียงใด


“รวมถึงฟันด์โฟลด์ที่มีโอกาสจะไหลมายังตลาดหุ้นเกิดใหม่หลังจากที่ตลาดหุ้นพัฒนาแล้วบางตลาดเริ่มแพงและมีปัจจัยภายในประเทศกดดัน ซึ่งตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่นักลงทุนให้ความสนใจประกอบไปด้วย จีน อินเดีย และเวียดนาม จึงคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินบางส่วนไหลเข้ามายังตลาดหุ้นเวียดนามด้วยเช่นกัน”

 

 

แนะนลท. “เริ่มทยอยสะสม”...คาดหวังการลงทุนได้ใน ‘ระยะยาว’

จึงอยากแนะนำนักลงทุนที่ยังไม่การลงทุนใน “ตลาดหุ้นเวียดนาม” และมีความสนใจ เริ่มทยอยซื้อสะสมเพื่อภาพการลงทุนในระยะยาว แต่ไม่ควรให้น้ำหนักมานักหรือให้สัดส่วนราว 10% ของพอร์ต เนื่องจากตลาดหุ้นเวียดนามเป็น ‘ฟรอนเทียร์ มาร์เก็ต’ จึงถือเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง


“หุ้นเวียดนามยังคงเป็นที่น่าสนใจของทั้งนักลงทุนและสถาบัน ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดีกว่าตลาดหุ้นประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก เนื่องจาก ‘ตลาดหุ้นเกิดใหม่’ นั้นมี ‘ตลาดหุ้นจีน’ ที่มีประสิทธิภาพที่น่าสนใจกว่า ทางเราจึงหวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย”

Share: