“บลจ.ไทยพาณิชย์”...ปันผล ‘กองหุ้นญี่ปุ่น-หุ้นผันผวนต่ำ’

นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้จ่ายเงินปันผลกองทุนหุ้นต่างประเทศพร้อมกัน 2 กองทุน ในวันที่ 21 ต.ค. 20 ที่ผ่านมา ประกอบด้วย


-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นญี่ปุ่น-ชนิดจ่ายเงินปันผล (SCBNK225D)’
 สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 19 – 30 ก.ย. 20 ในอัตรา 0.3689 บาทต่อหน่วย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 20 ไปแล้วจำนวน 0.1384 บาทต่อหน่วย เหลือจ่ายงวดนี้ 0.2305 บาทต่อหน่วย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 12 รวมจ่ายปันผล 3.5787 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อ 11 ต.ค. 2013) 

           

นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส

 

-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้น LOW VOLATILITY -ชนิดจ่ายเงินปันผล (SCBLEQ)’ สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 20 –  30 ก.ย. 20 ในอัตรา 0.2280 บาทต่อหน่วย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 8 รวมจ่ายปันผล 1.4841 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อ 28 เม.ย. 2016) 

 

“ทั้งนี้ ‘กองทุน SCBNK225D’ จัดเป็นกองทุน 5 ดาว ประเภท Thailand Fund Japan Equity ของมอร์นิ่งสตาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 20) มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Nikkei 225 Exchange Traded Fund (กองทุนหลัก) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน บริหารงานโดย ‘Nomura Asset Management Co.,Ltd.’ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และลงทุนในสกุลเงินเยน (JPY)”

 

มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุนทั้งหมดที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีนิคเคอิ 225 และตราสารทุนที่กำลังจะมาเป็นส่วนประกอบของดัชนีนิคเคอิ 225 ในสัดส่วนการลงทุนเดียวกับจำนวนหุ้นในดัชนีนิคเคอิ 225 (Nikkei 225 Index หรือ Nikkei Stock Average) มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุนในต่างประเทศ

 

ส่วน ‘กองทุน SCBLEQ’ มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Low Volatility Equity Portfolio (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน (Share Class) I สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) บริหารโดย ‘AllianceBernstein L.P’ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้กองทุนหลักลงทุนในหุ้นทั่วโลกมีการบริหารจัดการเชิงรุก (Active) โดยการคัดเลือกหุ้นในพอร์ตที่มีคุณภาพดี มีความผันผวนต่ำ ราคาน่าสนใจ สามารถลดความผันผวนในพอร์ตโดยรวมได้ ปัจจุบันมีการกระจายการลงทุนในหุ้น 70 - 90 ตัว กระจายการลงทุนไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มไอที การเงิน เฮลท์แคร์ และสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฯลฯ

Share: