เศรษฐศาสตร์จุฬาแนะรัฐเปลี่ยนบทบาทจากแจกเงินเป็นเติมโอกาสให้ SME

ในงานเสวนาเศรษฐศาสตร์จุฬา Forum หัวข้อ "ปรับทัพนโยบาย รองรับเศรษฐกิจหลังโควิด" โดยนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ภาครัฐมีข้อมูลเพียงพอช่วยประชาชนได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ห่วงธุรกิจเอสเอ็มอี นอกจากอัดฉีดเงิน แนะรัฐทำหน้าที่รวมข้อมูลและเอื้อกฎระเบียบให้เอสเอ็มอีไปต่อได้ตามกลไกตลาด

 

 

ถ้าทุกคนรอด ทั้งหมดจะไม่รอด

นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) กล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ในภาวะถ้าทุกคนรอด ทั้งหมดจะไม่รอด เพราะโควิด-19 ทำให้เกิดอุปทานส่วนเกิน (Excess Supply) โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว เช่น หากให้ทุกโรงแรมเปิดบริการแต่มีอัตราการเข้าพักแค่ 20% ทุกคนจะไม่รอดกันหมด สุดท้ายกลไกตลาดจะจัดการว่าใครที่ไม่มีผลิตภาพ (Productivity) เพียงพอก็จะล้มหายตายจากไป สมดุลตลาดจะถูกเขย่าใหม่ทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น รายเล็กยังมีโอกาสล้มจากโครงสร้างในลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก สิ่งที่เอสเอ็มอีขาดคือโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน เพราะเอสเอ็มอี 3.3 ล้านราย มีจำนวนมากกว่าล้านรายประกอบกิจการนำเข้ามาแล้วขายต่อ เมื่อเจอรายใหญ่ทุนหนาจะอยู่ไม่ได้ อีกทั้งขาดความรู้ด้านเทคโนโลยี เมื่อให้ไปอยู่บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหรือเข้าโครงการคนละครึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด นายนริศเสนอว่า แทนที่รายใหญ่จะรวบรายเล็ก เปลี่ยนเป็นมาอุดหนุนรายเล็กแล้วให้เข้ามาอยู่ใน Supply Chain โดยรัฐเป็นผู้ผ่อนกฎระเบียบหรือเติมแรงจูงใจประเภทลดหย่อนภาษีให้มากขึ้น

 

 

รัฐทำได้ดีที่สุดคือสร้างกฎระเบียบที่เป็นธรรม

ด้านดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ยอมรับว่าภาคเอกชนไทยมีความสามารถมาก แต่เมื่อเกิดอาการสะดุดภาครัฐควรรีบเข้ามาช่วยเหลือ นอกเหนือจากการอัดฉีดเงิน สิ่งที่ภาครัฐทำได้และมีต้นทุนที่ต่ำมากคือ การสร้างกฎระเบียบที่ดี เอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่พยายามผลักธุรกิจให้ไปในแนวทางที่ภาครัฐอยากเห็น เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก หากบอกว่าโควิดเป็นตัวเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลก วัคซีนก็เป็นได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ส่งออกที่ยังโตช้า เพราะสินค้าส่งออกบ้านเราไม่สนองความต้องการ คนต้องการสินค้าที่เหมาะกับ work from home หรือสินค้าสุขภาพ ซึ่งบ้านเรามีไม่เยอะ เครื่องใช้ไฟฟ้าบ้านเรามีน้อยกว่าเวียดนามด้วยซ้ำไป หลายสิบปีที่ผ่านมา เราพยายามผลักดันข้าวให้เป็นแชมป์โลก แต่ทำไมชาวนาไทยคุณภาพชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเลย ชาวนาไทยไม่ได้เป็นแชมป์ด้วย ในระยะยาว บทบาทภาครัฐคงสู้เอกชนไม่ได้ กลไกตลาดจะสร้างทางออกได้ดีที่สุด เพียงแต่รัฐเข้ามาอำนวยช่วยเหลือ ลดสิ่งที่ไม่จำเป็น ลดขั้นตอนเอกสารลง หรือสร้างโอกาสเกิดให้กับเอสเอ็มอี

 

 

แนะใช้เครื่องมือใหม่เมื่อพึ่งคลังอย่างเดียวไม่ไหว

ขณะที่ดร.อนรรฆ เสรีเชษฐพงษ์ นักเศรษฐศาสตร์การพัฒนา โครงการการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เสริมว่า ภายใต้ข้อจำกัดทางด้านการคลังตอนนี้ หวังพึ่งเงินจากภาครัฐอย่างเดียวย่อมไม่ได้ รัฐควรจะทบทวนการจัดสรรทรัพยากรทั้งระบบ เพราะทุกอย่างทั้งหมดมีต้นทุนทั้งการจัดสวัสดิการ การออกกฎระเบียบใหม่ แล้วจะจัดเรียงความสำคัญอย่างไรเพื่อตอบโจทย์ในระยะยาว  ในเวลานี้ควรช่วยคนที่เดือดร้อนที่สุดคือคนตกงาน เพราะนอกจากความกังวลเรื่องหน้าผาทางการคลัง  (Fiscal Cliff) ยังต้องคำนึงถึงหน้าผาของความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality Cliff)  เศรษฐกิจไทยอยู่บนทางแยก โดยมีโควิดเป็นตัวเร่ง อาจจะเป็นโอกาสที่ไม่มีอีกแล้วให้ได้ปรับโมเดลทางเศรษฐกิจ เมื่อกลไกหลักอย่างท่องเที่ยวและส่งออกดับลงไป ต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์ใหม่ที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศมากขึ้น

 

 

อย่าเพิ่งถอนคันเร่ง หันพวงมาลัยให้ถูกทิศ

ผศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา ได้สรุปลำดับความสำคัญต่อภารกิ จของภาครัฐไว้ว่า เศรษฐกิจไทยเหมือนรถพ้นเหวแต่มีโอกาสไหลลงเหวใหม่ รัฐยังคงต้องเน้นคันเร่ง ในขณะเดียวกันต้องหันพวงมาลัยให้ถูกทิศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปให้ถูกทางในโลกหลังโควิด ซึ่งการวางทิศทางนี้สำคัญมาก เนื่องจากการเร่งตัวอย่างฉับพลันของหนี้สาธารณะ ทำให้เราแทบไม่มี Fiscal space เหลือและนโยบายการใช้จ่ายของรัฐและภาษีต่อไปจากนี้จะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นเป็นอย่างมาก

 

Share: