2 หุ้นร้อน ราคาร่วงแรงสวนทางพื้นฐาน ถ้าเขาจะทิ้ง อยู่เฉยๆ เขาก็ทิ้ง

อย่างที่เราทราบกันดีว่าในช่วงนี้ตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวน 3 วันดี 4 วันไข้ ซึ่งได้รับแรงกดดันทั้งจากภายในประเทศ และต่างประเทศ Wealthy Thai จึงได้เข้าไปสำรวจดัชนีตลาดหุ้นบ้านเราพบว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 22 ก.ค.- 21 ต.ค. ) ปรับตัวลดลง -11.66% จากดัชนีปิดก่อนหน้า

               

เมื่อเข้าไปสำรวจข้อมูลดัชนี SET 50 ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ปิดลบที่ 15.38% จากดัชนีปิดก่อนหน้า ขณะที่หุ้นในกลุ่มดังกล่าวที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด 2 อันดับแรกคือ EGCO และ GPSC โดย EGCO ปิดการซื้อขายของวันที่ 21 ต.ค.ที่ 172.50 บาท ลดลง 32.09% ส่วน GPSC ในวันเดียวกันปิดการซื้อขายที่ 54 บาท ลดลง 28.95% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้เกิดอะไรขึ้นกับ EGCO และ GPSC ที่ถือเป็นหุ้นโรงไฟฟ้าระดับต้นๆ ของประเทศไทย วันนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบไปด้วยกัน

               

Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยัง “เผดิมภพ สงเคราะห์” กรรมการผู้จัดการ ประธานสายธุรกิจรายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยให้มุมมองว่า ในเชิงพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง และถ้ามองปันผลที่เป็นบาท หุ้นยังน่าสนใจ แต่ถ้าเทียบผลตอบแทนพันธบัตร ที่อนาคตจะปรับขึ้น ซึ่งนักลงทุนมองหุ้นโรงไฟฟ้าเทียบกับหุ้นกู้ และพันธบัตรของรัฐบาล โดยอัตราผลตอยแทนที่กำลังขึ้น ดังนั้นจึงกำลังเกิดการโยกไปยังการลงทุนดังกล่าว แต่พื้นฐานของหุ้นไม้ได้เปลี่ยนไป นักลงทุนระยะยาวก็ยังถือต่อไปได้

               

ขณะที่พี่ปิง ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด ได้ให้มุมมองกับเราเช่นเดียวกันว่า ในเชิงพื้นฐานหุ้นทั้ง 2 ตัวดังกล่าวยังมีความน่าสนใจ  แต่อย่าลืมว่าหุ้นกลุ่มนี้แม้ราคาลดลงมา แต่ค่า P/E ถือว่ายังอยู่ระดับสูง

 

EGCO Valuation ถูก

 

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ได้แนะนำ “ซื้อ” EGCO ราคาเป้าหมายที่ 282 บาท โดยมองว่า Valuation ถูก ซึ่งหุ้นถูกเทรดที่ discount เมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกันในไทย และ regional โดยtrade อยู่ที่ 10 เท่า PER ปี 64 เทียบกับ 23 เท่าของหุ้นไทยกลุ่มเดียวกัน และ 12 เท่าของ regional peers


ทั้งนี้ยังมองว่าหลังจากที่หุ้นถูก
de-rate ไป 28% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับ SET ที่ปรับตัวลง 8% ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่บริษัทประกาศเงินปันผลเพียง 0.25 บาท หรือประมาณ 3% ของเงินปันผลจ่ายในปี 62 อย่างไรก็ตาม เรามองว่าบริษัทจะกลับมาจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจอีกครั้งจากราคาปัจจุบัน  โดยเราคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 3.6% ซึ่งคิดเป็นการลดลงไป 7% ในปี 63


โดย
ไม่คาดว่ากำไรจะลดลงในครึ่งหลังปี 63 สำหรับ EGCO ถึงแม้ว่าจะรวมการคาดการฟื้นตัวของโรงไฟฟ้า Paju LNG-based ที่เกาหลีใต้ในช่วงไตรมาส 3/63F ทั้งนี้ เนื่องจากเราคาดการปรับตัวดีขึ้นของโรงฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (Xayaburi hydroelectric power plant) เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้น  เรามองแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นปลายปีจากการที่เข้าสู่ฤดูหนาวของเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าจะมีอัตรากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของ Paju นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานลม Yunlin offstore wind farm ที่ไต้หวันคาดว่าจะช่วยเสริมกำไรในปี 64  


ดังนั้นยังคงแนะนำ “ซื้อ” EGCO โดยมีราคาเป้าหมายที่ลดลงอยู่ที่ 282 บาท จาก 318 บาท โดยผลประกอบการของเรา และราคาเป้าหมายของเราได้สะท้อนสมมติฐานราคาน้ำมันที่ update แล้ว รวมถึงตาราง COD ของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เราได้ราคาเป้าหมายมาจาก DCF โดยมี WACC ที่ 4% ความเสี่ยงคือ ความน่าเชื่อถือของโรงไฟฟ้า และต้นทุนการก่อสร้างที่สูงกว่าคาดสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา


 

GPSC ต้นทุนค่าก๊าซที่ลดลง



ขณะที่ GPSC นักวิเคราะห์ค่ายเดียวกันยังมองว่า GPSC แนวโน้มดี ซึ่งยังแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเป้าหมายที่ 64 บาท โดยยังคาด EPS เติบโตที่ 15% ในปี 64  ซึ่งมาจากต้นทุนค่าก๊าซที่ลดลง และการได้รับผลกำไรจากโครงการพลังน้ำไซยะบุรีที่ลาว จากการที่ภาวะแล้งบรรเทาในช่วงครึ่งปีหลังของปี 64 โดยปัจจุบันหุ้นเทรดอยู่ที่ PER 2021F ที่ 24 เท่า เทียบกับกลุ่มที่ 23 เท่า เราได้ราคาเป้าหมายมาจาก DCF โดยมี WACC ที่ 4% 

ความเสี่ยงคือ การปิดตัวที่ไม่ได้คาดไว้ การลดลงของ demand การเพิ่มขึ้นของต้นทุน gas feedstock ส่วน upside risk ได้แก่ การเข้าซื้อกิจการ และการลดลงของต้นทุน gas feedstock

 



Tags:
Share: