ตลาดหุ้นไทยหมดเสน่ห์ ลุ้นหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

สถานการณ์การเมืองในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม หลังข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมให้นายกรัฐมนตรีลาออกไม่ได้รับการตอบสนอง จนนำไปสู่การยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อสถานทูตเยอรมนีวานนี้ (28 ต.ค. 63) ซึ่งที่ผ่านมาปัจจัยด้านการเมืองถูกมองว่าจะส่งผลกระทบต่อ Sentiment ของตลาดหุ้นไทย ทำให้เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง โดยล่าสุดวันที่ 22 ต.ค. 63 ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,213.61 จุด ปรับตัวลง 5.64% จากระดับ 1,286.18 จุด ในวันที่ 15 ก.ย. และระหว่างวันดังกล่าวนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวม 31,398.45 ล้านบาท

           

แต่หากย้อนดูสถิติที่ผ่านมาจะพบว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้พึ่งขายหุ้นไทย แต่ขายมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี (1 ม.ค.-22 ต.ค. 63) รวมเป็นมูลค่ากว่า 291,819.68 ล้านบาท ดังนั้นปัจจัยด้านการเมืองอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลอดหุ้นไทยก็ได้!!

 

นลท.ต่างชาติปรับพอร์ตกระทบมากกว่าการเมือง

             

โดย คุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้มุมมองกับ Wealthy Thai ว่า  การปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเกี่ยวกับการเมืองในประเทศไทย เพราะการเมืองในประเทศมักจะมีผลทางจิตวิทยากับนักลงทุนในประเทศมากกว่า ส่วนการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติมักขึ้นอยู่กับภาพใหญ่ของการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากกว่า ซึ่งภาพใหญ่ในการลงทุนขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ 1.วัฏจักรการลงทุนขณะนั้นเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นในเอเชียแปซิฟิกผ่านช่วงที่ดีที่สุดมาแล้ว ทำให้ถูกลดน้ำหนักการลงทุนต่อเนื่อง ยกเว้นตลาดหุ้นจีน ทำให้เม็ดเงินส่วนใหญ่จะเข้าไปเพิ่มน้ำหนักในตลาดหุ้นพัฒนาแล้วและตลาดหุ้นสหรัฐมากกว่า

 

2.ตัวเลือกการลงทุนเวลานั้นเหมาะกับตราสารประเภทไหน ซึ่งภาพการลงทุนหลังสถานการณ์ Covid-19 นักลงทุนจะเพิ่มน้ำหนักในหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐ เพราะว่าหลายตัวไม่ได้รับผลกระทบและและขอบเขตการเติบโตใหญ่มาก มีความสามารถในการทำรายได้โดยไม่เกี่ยวกับการเดินทางหรือปิดประเทศ ซึ่งสถานการณ์นี้ยังดำเนินต่อไปและเป็นบวกกับสหรัฐ

 

 

หากโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้ง ฟันด์โฟลว์อาจไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย

 

อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งของสหรัฐที่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายของผู้ท้าชิงอย่าง คุณโจ ไบเดน ที่อาจมีการขึ้นภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนให้กำไรบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐอาจไม่ดีเหมือนที่ตลาดประเมินไว้ จึงมีความเป็นไปได้ถ้าคุณไบเดนชนะ เราอาจเห็นภาพการลดน้ำหนักหุ้นในสหรัฐจากการขึ้นภาษี ขณะเดียวกันตลาดหุ้นเอเชียและจีนที่สามารถคุมสถานการณ์ Covid-19 ได้ดีกว่าฝั่งสหรัฐหรือยุโรป อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาเพิ่มน้ำหนักในตลาดหุ้นเอเชียแล้วก็ลดน้ำหนักตลาดหุ้นสหรัฐลง เพราะฉะนั้นปัจจัยที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ คือ การเลือกตั้งสหรัฐ ซึ่งต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือ คุณโจเบน ได้รับตำแหน่งประธานาธบดี

 

“ผมคิดว่าเม็ดเงินบางส่วนจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่ ต้องยอมรับว่าเราไม่ค่อยมีหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นที่ได้รับผลบวกจาก Covid-19 เท่าไหร่ โดยรายได้จากภาคท่องเที่ยวคิดเป็น 18% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันยังเป็นปัจจัยถ่วงเศรษฐกิจและการบริโภคในไทย แต่จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ มีธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือเซมิคอนดักเตอร์ในสัดส่วนที่มากกว่าเรา จึงมีโอกาสจะได้รับการจัดสรรเม็ดเงินลงทุนที่มากกว่าตลาดหุ้นไทย ดังนั้นมองว่าหุ้นไทยอาจได้อานิสงส์แต่อาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกหรือตัวเลือกหลัก”

           

ขณะเดียวกัน ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ชนะ อาจมีความผันผวนจากการปรับพอร์ตลงทุนระยะสั้น แต่ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี เศรษฐกิจสหรัฐจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นค่อนข้างมากและต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นจะได้เห็นการออกพันธบัตรหรือการกู้ยืมเงินจำนวนมาก ไม่ใช่แค่เฉพาะสหรัฐแต่เป็นทั้งโลก ผลดังกล่าวอาจทำให้ระยะหลังจากการเลือกตั้ง เราอาจได้เห็นเม็ดเงินไหลกลับเข้าพันธบัตรทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน ก่อนที่ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งจะมาพร้อมกับความคืบหน้าของวัคซีนและการคุม Covid-19 ที่ดีขึ้น ซึ่งถ้าเป็นลักษณะดังกล่าวตลาดหุ้นสหรัฐยังน่าสนใจมากกว่าตลาดหุ้นไทย

 

ทำอย่างไรตลาดหุ้นถึงน่าสนใจในสายตานลท.ต่างชาติ

 

ประเด็นนี้ คุณกิจพณ มองว่า ไทยต้องมีหุ้นเทคโนโลยีมากขึ้นและสร้างความสมดุลของธุรกิจมากขึ้น ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงการส่งออกหรือการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก ซึ่งพอเครื่องจักรที่เป็นปัจจัยภายนอกไม่ทำงาน จึงได้รับผลกระทบทันที ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยอยู่บนวัฎจักรของการบริโภค ซึ่งเกิดขึ้นได้บนพื้นฐานของชนชั้นกลาง ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยเริ่มเจอข้อจำกัดแล้ว เพราะกำลังเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ การเติบโตของประชากรจะชะลอตัวลง คนแก่มากขึ้น เมื่อวัยกลางคนน้อยลงอาจทำให้ความสามารถในการบริโภคของไทยไม่ได้เติบโตดีเหมือน 10-20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคหรือมาจากปัจจัยภายในประเทศก็ไม่ควรซื้อขายในระดับราคาที่แพงเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นภาพตรงนี้จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เดิมเรามีจุดเด่นด้านการบริโภคภายในที่ใช้ได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่โดนผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและภายใน ทำให้ต่อจากนี้ถ้านักลงทุนต่างชาติจะลงทุนในหุ้นไทยก็จะเป็นในลักษณะกระจายการลงทุน แต่ไม่ได้มีโฟกัสหลักว่าต้องเพิ่มน้ำหนัก

 

กลยุทธ์ลงทุน Sensitive เป็นรายตัว

 

แม้ตลาดหุ้นไทยจะไม่มีหุ้นเทคโนโลยีที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน แต่อุตสาหกรรมของไทยที่มีศักยภาพระดับโลก คือ อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งสามารถส่งออกในระดับที่แข่งขันได้ จึงยังน่าสนใจ ส่วนกลุ่มต่อไป คือ หุ้นที่มีความแน่นอนของกระแสเงินสด มีการปันผลที่ดี เช่น หุ้นสื่อสาร สาธารณูปโภค และกองรีทส์ แต่ต้อง Sensitive เป็นรายตัว เฉพาะหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบกับ Covid-19 นักท่องเที่ยวที่หายไป มีรายได้ที่มั่นคง ส่วนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ระยะสั้นผลประกอบการไตรมาส 3/63 ยังออกมาไม่ดี แม้จะขาดทุนน้อยกว่าไตรมาส 2/63 แต่ระยะยาวการฟื้นตัวยังต้องอาศัยนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ดี เพราะการท่องเที่ยวภายในประเทศก็ยังไม่เพียงพอ

 

 

Share: