วิเคราะห์ SCGP เข้าเทรดแล้วแต่ราคาไม่ไปไหน ลุ้นประกาศงบพรุ่งนี้ดันหุ้นฟื้น

SCGP หรือบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของเครือปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยทำราคาเปิดที่ระดับ 37.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.17% จากราคาไอพีโอที่ 35.00 บาท โดยล่าสุดวันที่ 26 ต.ค. 63 ราคาปรับตัวลงมาเทรดที่ระดับ 35.50 บาท

 

ซึ่งหากดูจากกำลังการผลิตที่สูงถึง 4 ล้านตันต่อปีแล้ว SCGP ถือเป็นผู้ประกอบการกระดาษและบรรจุภัณฑ์ลูกฟูก และบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 36% ห่างจากผู้ประกอบการอันดับ 2 ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด 12% ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ผู้บริหารยังมีแผนจะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง ทำให้มองว่าแนวโน้มการเติบโตน่าจะดีต่อเนื่อง จึงเป็นข้อสงสัยว่า หากแนวโน้มธุรกิจดี แต่ทำไมราคาหุ้นถึงไม่ไปไหน!!

 

คาดเห็นดีลลงทุนใหม่ๆ หลังไอพีโอ

               

โดยบล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า การระดมทุนครั้งนี้ของ SCGP เป็นการยกระดับการเติบโตอีกขั้น เพราะจะระดมทุนได้ 3.9-4.4 หมื่นล้านบาท ผ่านหุ้นไอพีโอ 1,127.55 ล้านหุ้น ที่ราคา 35 บาท และมีหุ้นจัดสรรส่วนเกินอีก 169.13 ล้านหุ้น ซึ่ง SCGP มีแผนจะนำเงินระดมทุนไปใช้ 1. ขยายธุรกิจทั้งแบบ Organic และ Inorganic 2.7 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างศึกษาทั้งในเวียดนามและอินโดนีเชีย, 2. ชำระคืนเงินกู้ยืม 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท และ 3. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 0-4.5 พันล้านบาท

 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา SCGP มีการทำ M&P หลากหลายดีล เช่น การซื้อหุ้น 55% มูลค่ 2.1 หมื่นล้านบาท ใน Fajar ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์อันดับ 2 ของอินโดนีเซีย, การซื้อหุ้น 80% มูลค่า 4.3 พันล้านบาท ใน Visy Packaging ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์คงรูปสำหรับบรรจุอาหารที่มีคุณสมบัติป้องกันการซึมผ่านชั้นนำในเอเซีย, และการเสนอซื้อหุ้นสัดส่วนข้างมากใน SOV ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกชั้นนำในเวียดนาม สะท้อนถึงประสบการณ์และความชำนาญในการทำ M&P ซึ่งเราคาดว่าจะมีดีลใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกจากการใช้เงินไอพีโอ

 

ปี 64 กำไรแตะ 7.5-8.0 พันล้านบาท

 

ในด้านของผลประกอบการ กำไรครึ่งปีแรกของ SCGP อยู่ที่ 3.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหากไม่รวม FX, ต้นทุนการเงิน, และอัตราภาษีที่ต่ำกว่าปกติจากการปรับลดอัตรภาษีของอินโดนี่เซีย (สัดส่วนรายได้ 14% จาก 25% เป็น 22% ในปี 63-64 และเป็น 20% ตั้งแต่ปี 65 เป็นต้นไป) กำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ 5.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงหนุนของ 1. รายได้ที่เติบโต 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ 4.6 หมื่นล้านบาท จากการรวม Fajar และ Visy, 2. GPM ดีขึ้นเป็น 22.5% จากต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานลดลงและสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้น, และ 3. SG&A เพิ่มขึ้นด้วยอัตราต่ำกว่าอัตรากำไรขั้นต้นที่เติบโต ทั้งนี้ หากมองว่ากำไรครึ่งหลังปี 2563 ใกล้เคียงเดิม ฝ่ายวิจัยคาดกำไรทั้งปีนี้จะอยู่ที่ราว 7.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

สำหรับทิศทางกำไรปี 64 คาดอยู่ในช่วง 7.5-8.0 พันล้านบาท หรือ EPS 1.70-1.81 บาท (Fully Diluted) เนื่องจากมี 4 โครงการขยายกำลังการผลิตทยอยสร้างเสร็จ มูลค่าลงทุน 8.2 พันล้านบาท ทำให้รายได้การขายเพิ่มขึ้น 8-9% (คาดกำไรส่วนเพิ่มเต็มปีราว 400 ล้านบาท อิง ROA 5%), การรวมผลงานของ SOVI และดีล M&A ใหม่ๆ, เกิดการประหยัดต่อขนาด ซึ่งน่าจะทำให้อัตรากำไรดีขึ้น และต้นทุนการเงินลดลงราว 500 ล้านบาท จากการคืนเงินกู้ยืม

 

มูลค่าตลาด 1.5 แสนล้านบาท เข้าเกณฑ์ SET50

 

ทั้งนี้หากอิงจำนวนหุ้นจดทะเบียน 4,253.55 ล้านหุ้น และราคาไอพีโอที่ 35 บาท จะได้มูลค่าตลาดของ SCGP ราว 1.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.1% ของมูลค่าตลาดของ SET ซึ่งอยู่ที่ 13 ล้านล้านบาท และเป็นลำดับที่ 20 ของ SET50 และ SE100 ทำให้เข้าหลักเกณฑ์การเป็นหลักทรัพย์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อหลักทรัพย์ระหว่างรอบ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มความนำสนใจให้กับหุ้น SCGP มากยิ่งขึ้น

 

มองราคาเป้าหมาย 39-45 บาท

 

เนื่องจากไม่มีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีธุรกิจใกล้เคียงกันตามแบบไฟลิ่ง SCGP จึงได้ทำการเปรียบเทียบกับบริษัทจดทะเบียนในต่างประเทศ และหุ้นใน SET ที่ประกอบธุรกิจค้าปลีก, และอาหาร

 

และเครื่องดื่ม (BC, CPALL, และ OSP) โดยใช้ค่าเฉลี่ย PE ที่ 25x เพื่อประเมินราคาหุ้นไอพีโอที่เสนอขาย ฝ่ายวิจัยใช้ข้อมูลนี้เป็นฐาน โดยอิง FY64F PE 23-25x และอิง EPS ปีหน้าที่ 1.70-1.81 บาท จะได้ราคาเป้าหมายเบื้องตันที่ 39-45 บาท ซึ่งมี Upside มากกว่า 29% จากราคาไอพีโอ โดยฝ่ายวิจัยมองว่า SCGP เป็นหุ้นไอพีโอที่น่าสนใจจากความครบเครื่องในแง่มุมต่างๆ รวมถึงมีกระบวนการซื้อหุ้นใน SET ของผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินจำนวน 169.13 ล้านหุ้น (13% ของหุ้นที่เสนอขาย) หากราคาหุ้นใน SET ต่ำกว่า 35 บาท จึงยังแนะนำ "ซื้อ"

 

จากข้อมูลของนักวิเคราะห์ SCGP ยังมีโอกาสเติบโตจากหลายปัจจัย ทั้งการขยายกำลังการผลิตและโอกาสที่จะเกิดดีล M&A ต่างๆ อย่างไรก็ตาม ใกล้ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/63 และจะมีการแถลงข่าวถึงกำไรบริษัทในวันพรุ่งนี้  ต้องมารอลุ้นกันว่าผลงานจะดีอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์หรือไม่

 

Share: