หุ้นไทยต่ำกว่า 1,200 จุด...แนะลงทุน ‘กอง RMF-SSF’ ตอบโจทย์ระยะยาว !!!

ใกล้การเลือกตั้งสหรัฐเข้ามาทุกขณะ สุดท้ายผลการเลือกตั้งจะเป็นเช่นไรนั้น ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

           

แต่ที่แน่ๆ “หุ้นทั่วโลก” ยังจะเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนที่สุดหลังจากนี้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่ยังละเลยไม่ได้ทั้งพัฒนาการของ COVID-19 และวัคซีน

           
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีมุมมองการลงทุนจาก “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” ที่น่าสนใจมาฝากกัน

 

“บลจ.แห่งแรก” ในไทย...ที่เข้าร่วม UN PRI

           

“กุลฉัตร จันทวิมล” รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ภาพรวมการลงทุนในระยะสั้นปัจจัยการเลือกตั้งสหรัฐยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาดู อย่างไรก็ตาม ‘หุ้นทั่วโลก’ ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสุดไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นเช่นไรก็ตาม แต่หาก ‘โจไบเดน’ ชนะจะส่งผลบวกให้หุ้นตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ได้ประโยชน์มากกว่าและน่าจะกลับขึ้นมาน่าสนใจอีกครั้งหลังจากที่ไม่ไปไหนเลยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แต่หาก ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชนะก็คงจะเป็นเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหนการลงทุนในหุ้นก็ยังเป็นทางเลือกที่สามารถตอบโจทย์การลงทุนได้ดีหลังจากนี้ โดยเฉพาะ ‘หุ้นนวัตกรรมของโลก’ ที่ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง

 

                   กุลฉัตร จันทวิมล

           

“อีกหนึ่งกระแสหลักของการลงทุในหุ้นทั่วโลก ได้แก่ หุ้น ESG ของโลก ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และในที่สุดก็คงเข้ามาในเอเชียรวมทั้งไทยด้วยเช่นกัน เมื่อ 5 ม.ค. 20 ที่ผ่านมา ‘บลจ.ยูโอบี (สิงคโปร์)’ ได้เซ็นต์เข้าร่วม United Nations Principles for Responsible Investment (UN PRI) ซึ่งแอพพลายให้บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) เข้าปฏิบัติตามด้วยเช่นกัน จึงถือเป็นบลจ.แห่งแรกในไทยที่เข้าร่วมภายใต้กฎเกณฑ์ด้าน ESG เกี่ยวกับการลงทุนของ UN ในครั้งนี้”

 

“หุ้น ESG-ทั่วโลก” สร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีหุ้นทั่วไป 3 -5% ต่อปี

           

การลงทุนภายใต้แนวคิดแบบ ESG โดยปติสามารถสร้างผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีหุ้นทั่วไปประมาณ 3 – 5% ต่อปี แต่กุลฉัตรอธิบายเพิ่มเติมว่า การลงทุนในหุ้นแบบ ESG ไม่ใช่การไปหาหุ้นที่มีการเติบโตสูงหรือมีอัลฟ่า (Alpha) ที่สูงกว่าตลาดมากๆ แต่ประการใด หากแต่การลงทุนในหุ้นแบบ ESG ได้พิสูจน์แล้วว่าจะสามารถช่วยปกป้องผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) เหนือตลาดที่หุ้นนั้นมีอยู่ ไม่ให้เสียหายไปได้โดยง่ายเหมือนหุ้นทั่วไป ในขณะที่ผู้ที่สร้าง Alpha ให้กับกองทุน คือ  ‘ผู้จัดการกองทุน’ นั่นเอง บริษัทที่มี ESG ช่วยให้ในด้านนี้ และในต่างประเทศแนวคิดนี้มีมานานแล้วได้พิสูจน์แล้วว่‘หุ้นที่มี ESG’ ให้ผลตอบแทนที่ดีดัชนีหุ้นทั่วไปในระยะยาวจริง

 

                   

 

           

“เวลาตลาดหุ้นปรับตัวลง หุ้น ESG เหล่านี้ก็จะลงน้อยกว่าตลาด ในขณะที่เวลาหุ้นปรับตัวขึ้น ก็จะกลับมาขึ้นด้วยได้เร็ว เพราะเป็นหุ้นที่มี ESG ที่ดี เวลาคนจะขาย ก็ขายเป็นอันดับท้ายๆ แล้ว แต่เวลาที่จะกลับเข้าลงทุน ก็จะมองหุ้นกลุ่มนี้ก่อน นี่คือประโยชน์ในระยะยาวของหุ้น ESG ทั่วโลก”

           

ในขณะที่ ‘กองหุ้น ESG ในไทย’ นั้น เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ยังมีเรื่องที่ต้องรอการปฏิบัติที่เป็นเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับ ยังมี Universe ของหุ้นที่แคบ ดังนั้นเมื่อพูดถึงการลงทุนใน ‘หุ้น ESG’ เราจึงมองในมุมที่กว้างไปทั่วโลก ซึ่งตลาดและนักลงทุนพัฒนาไปมากแล้ว ทั้งเกณฑ์ที่นำมาใช้ หรือนักลงทุนที่เข้ามาลงทุน ตลอดจนผลการดำเนินงานที่พิสูจน์มาแล้วว่าดีกว่าดัชนีหุ้นทั่วไปจริง

           

“ปีหน้าทางบริษัทเองก็มีแพลนที่จะนำเสนอโปรดักต์ ESG ที่เป็นฝั่งของตราสารหนี้ รวมทั้ง Multi Asset เพิ่มเติมเพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยด้วยเช่นกัน”

 

“หุ้นจีน”...นักลงทุนไทยควรต้องมี ‘ติดพอร์ต’

         

กุลฉัตร บอกว่า เราแนะนำให้นักลงทุนขยับจากการลงทุนใน ‘หุ้นแบบเดิม’ มาสู่ ‘หุ้นทั่วโลก’ ที่ตอบโจทย์ในระยะยาว ทั้‘หุ้นนวัตกรรมโลก’ และ ‘หุ้น ESG-โลก’ ในส่วนของหุ้นนวัตกรรมโลกนั้นถือเป็นกระแสหลัก ที่จะไปแตกย่อยออกเป็นธีมการลงทุนต่างๆ ตามมา ซึ่งหนึ่งในธีมย่อยที่บริษัทมองว่าน่าสนใจ ได้แก่ ‘หุ้นจีน’ ซึ่งเดิมบริษัทมีอยู่แล้ว 3 กอง แต่เป็นกองที่เน้นตลาด ‘H-Share’ ซึ่งกองที่เตรียมนำเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนจะเป็นกองแรกของบริษัทที่เน้นลงทุนใน ‘ตลาด A-Share’ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่อยู่ในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) หากเราย้อนไปมองกองหุ้นเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะพบว่า ‘จีน’ เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีหุ้นเทคโนโลยีติดอันดับ 1 และ 2 ของกองทุนเหล่านี้ นี่จึงเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีสำหรับนักลงทุนไทย

           

“แต่ถ้ามองกลุ่มหุ้นที่เป็น Laggard ก็แนะนำ ‘หุ้นญี่ปุ่น’ และ ‘หุ้นยุโรป’ ซึ่งด้วยพื้นฐานเองคงไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มองไปข้างหน้ามีแต่จะดีขึ้น แต่นักลงทุนต้องถือยาวมองกันยาวจริงๆ ก็ถือเป็นอีก 2 ภูมิภาคที่น่าสนใจเช่นกัน”

 

ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือปีนี้ ถ้าดัชนีปรับลดลงต่ำกว่า 1,200 จุด น่าจะเข้าสะสมการลงทุนได้ โดยเน้นกองประหยัดภาษีทั้ง RMF และ SSF แต่ต้องระวังการแพร่ระบาดของโควิดระลอกสอง และยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มท่องเที่ยวและการส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดรุนแรงและยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว

 

"ตลาดหุ้นไทยวันนี้ยังประเมินยาก เพราะ ธปท.ก็พึ่งมีการยืดหนี้เฉพาะรายออกไป ถ้าไม่ยืดอาจเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทำให้ยังต้องติดตามผลกระทบของ NPL ต่อ ซึ่งธปท.คาดเศรษฐกิจจะฟื้นได้ประมาณปี22 ถ้าการเข้าลงทุนจะลงทุนในปี 21 ก็ยังไม่สาย เพราะเศรษฐกิจจริงยังไม่ฟื้น เรายังชอบหุ้นต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทย" 

           

นี่คือมุมมองการลงทุนของ “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” หนึ่งในบลจ.ต่างประเทศที่ใหญ่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมกองทุนไทย หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจลงทุนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

Share: