AWC มูลค่าที่หายไป 8.6 หมื่นล้านบาท และการเปลี่ยนเกมเล่นสู่ราชาเทคโอเวอร์ !!

หนึ่งในหุ้นประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นไทยที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดณ.วันไอพีโอถึง 1.85 แสนล้านบาท ของ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของโลก ที่มีแบรนด์โรงแรมชื่อดังมากมาย ทั้ง แมริออท  ฮิลตัล   เอเชีย ทีค   


โดยการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เวลานั้น AWC มีแผนจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ไปลงทุนในการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมรวม 12 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย โรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 4 แห่ง โรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา จำนวน 6 แห่ง และอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส (Mixed-use Properties) ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา จำนวน 2 แห่ง นอกจากนี้จะนำเงินที่เหลือไปชำระคืนเงินกู้ธนาคารและพัฒนาทรัพย์สินของบริษัท


อย่างไรก็ตามการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในเวลานั้น ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีสถานการณ์ COVID -19 ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และโรงแรมได้รับผลกระทบอย่างหนัก อย่างในรายของ AWC มีผลงานครึ่งปีแรก มีรายได้ 3,290.94 ล้านบาท และขาดทุนสูงถึง 768.62 ล้านบาท


ผลกระทบของธุรกิจที่ขาดทุน ก็ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงด้วย โดย ราคาหุ้นลดลงจาก 5.90 บาท ในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ 2.96 บาท หรือลดลง 49.40 % กดดันให้มูลค่าบริษัทลดลงมาอยู่ที่ 9.47 หมื่นล้านบาท โดยมูลค่ากิจการของ AWC หายไปมากกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท

 

 

AWC ลุยเทคโอเวอร์

ในภาวะวิกฤติอาจจะเป็นจังหวะที่สำคัญที่จะต้องลงทุน เพราะจะได้ของที่ราคาถูก โดยกลยุทธ์นี้เป็นทางเลือกที่ AWC ใช้ โดยผู้บริหารของ AWC ได้เปิดเผยกับ The Standard  ว่า AWC สนใจที่จะตั้งกองทุน เพื่อเข้าซื้อโรงแรมที่ขาดสภาพคล่อง เพราะต้องการพยุงภาพรวมธุรกิจโรงแรมไทยให้เสียหายน้อยที่สุดจากการต้องปิดกิจการลง


ทั้งนี้เบื้องต้นกองทุนดังกล่าวอยู่ระหว่างพูดคุย คาดว่าจะสามารถสรุปได้ต้นปีหน้า โดยคาดว่ากองทุนดังกล่าวจะมีมูลค่าหลัก ‘หมื่นล้านบาท’

 

 

COVID-19 คือโอกาส

บล.บัวหลวง ประเมินว่า AWC  ยังมีการเติบโตที่ดี โดยผู้บริหารยืนยันถึงแผนการโตแบบ inorganic ด้วยการซื้อกิจการ ซึ่งการเกิด COVID-19 ระบาดเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อกิจการเพิ่ม ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาดีลโรงแรมราว 100 ดีล ซื่งบริษัทตั้งงบประมาณซื้อกิจการเอาไว้ 5 หมื่นล้านบาท ในระยะยาว โดยบริษัทได้เตรียมวงเงินไว้แล้ว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้ดอกเบี้ยต่ำ และไม่ต้องใช้หลักประกัน นอกจากนี้คาดจะมี credit เพิ่มได้อีก 2 หมื่นล้านบาท ทำให้เพียงพอต่อแผนการลงทุนในระยะ 5 ปี ของบริษัท


บล.ทิสโก้  มองว่า  AWC รายงานผลประกอบการขาดทุน 877 ล้านบาท สำหรับไตรมาสที่ 2  ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด 56% และ 153% ตามลำดับ โดยมีปัจจัยที่กดดันคือ ต้นทุนการดำเนินงาน และ SG&A ที่เพิ่มขึ้น


รายได้สำหรับไตรมาสปรับตัวลดลง 76%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยที่โรงแรมลดลง 93% ตามด้วยค้าปลีก 77% และออฟฟิศให้เช่าลดลง 10% การปิดเมืองส่งผลต่อธุรกิจที่พักอาศัยของบริษัท โดยมีเพียง 3 โครงการที่เปิดได้อยู่ที่กรุงเทพฯ 2 โครงการ และสมุย 1 โครงการ โดยที่ Marriot Hua Hin กลับมาเปิดในเดือน พ.ค. หลังจากที่เริ่มมีการคลายล็อคดาวน์ ในขณะที่ Marriot ที่สุรวงศ์กลับมาเปิดในเดือน มิ.ย. โดยที่โรงแรมที่หัวหินมีการฟื้นตัวที่ดีสุดในเดือน มิ.ย.


สำหรับธุรกิจค้าปลีกที่ปิดในเดือน เม.ย. – พ.ค. ได้มีการลด/ยกเว้นค่าเช่าให้ และในช่วงปลายเดือน พ.ค. ธุรกิจได้กลับมาดำเนินงานแล้ว เว้นแต่ Asiatique และร้านค้ายังคงได้รับส่วนลด พื้นที่สำนักงานให้เช่าไม่ได้รับผลกระทบ เว้นแต่ร้านค้าที่มาเช่าที่ขายของ  แม้ว่าจะมีความพยายามในการควบคุมต้นทุน แต่ EBITDA ของบริษัทยังคงขาดทุน


แนวโน้มช่วงไตรมาสที่ 3 เราคาดว่าผลประกอบการ ไตรมาสที่ 2  จะต่ำสุด และจะเริ่มดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ร้านค้าอาจยังไม่ฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3 และสำหรับอาคารสำนักงานค่าเช่าจะกลับสู่ปกติจากการกลับมาดำเนินงาน เราแนะนำให้ “ขาย” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 3.30 บาท

Share: