SCGP โชว์กำไร 9 เดือน 4.9 พันล้านบาท มั่นใจพื้นฐานยังแกร่งพร้อมรับ SET ผันผวน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,200 จุด และนักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิหุ้นไทย หุ้นใหญ่อย่าง SCGP ที่เพิ่งเข้าเทรดไปเมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดประกาศผลประกอบการงวด 9 เดือนและผลประกอบการไตรมาส 3/63 โดยนายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ภายหลังการไอพีโอหรือนำหุ้นเข้าตลาด ถือเป็นการ Unlocked การขยายธุรกิจไปยังอาเซียน โดยในผลประกอบการงวด 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิ 4,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) และมีรายได้จากการขาย 69,190 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5%


โดยปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจของ SCGP โตได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังผันผวน มาจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค บรรจุภัณฑ์สำหรับอีคอมเมิร์ซ และบรรจุภัณฑ์สำหรับ Food Delivery ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คิดเป็นสัดส่วน 70% นอกจากนี้มาจากบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ และความสามารถในบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ในไตรมาส 3/63 หลังสถานการณ์ Covid-19 คลี่คลาย พบว่ากลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มมีการฟื้นตัว จากช่วงก่อนหน้าที่ผู้บริโภคลดการซื้อสินค้าคงทน ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อ

 

 

หวังวัคซีน covid-19 หนุน SCGP

"จริงๆ ต้องบอกว่าบริษัทได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ไม่มากนัก ในระยะสั้นหากนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ และวัคซีน Covid-19 มีความคืบหน้า ก็ยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการใช้แพ็คเกจจิ้งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน" นายวิชาญกล่าว


หลังไอพีโอแล้ว SCGP จะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ทั้งการขยายการลงทุนและการควบรวมกิจการ โดยความคืบหน้าของการควบรวมกิจการ (M&A) กับ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company หรือ SOVI ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก (Corrugated Containers) รายใหญ่ในเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบสินค้าคงคลังรอบสุดท้าย คาดว่าการทำธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้


ซึ่งการเข้าลงทุนนี้จะส่งผลให้ SCGP มีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำจากเยื่อและกระดาษในเวียดนามเพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพขยายตลาดบรรจุภัณฑ์ เนื่องจาก SOVI มีฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่และบริษัทชั้นนำในประเทศ


และนอกจากการทำ M&A แล้ว ในด้านการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) ในเวียดนาม ได้เริ่มเปิดดำเนินการแล้ว และมีอีก 3 โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างด้วยงบลงทุนรวมกว่า 7,700 ล้านบาท จะทยอยแล้วเสร็จในปี 2564 ได้แก่ โครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Packaging Paper) ในอินโดนีเซีย โครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Packaging Paper) ในฟิลิปปินส์ และโครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) ในไทย


“ดังนั้นจากผลการดำเนินงานที่เติบโตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่าเราเดินมาถูกทาง สามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพหรือ Growth with Quality และบริษัทฯ จะมุ่งขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจรในภูมิภาคนี้ โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้างบลงทุน 12,000 ล้านบาท จากเดิมปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่ได้บอกผู้ถือหุ้นและนักลงทุนไว้” นายวิชาญกล่าว

 

 

มั่นใจพื้นฐานบริษัท ย้ำมีกรีนชู

นายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ระบุถึงการใช้ Green Shoes เพื่อพยุงหุ้นหลังเข้าตลาดว่า ไม่ได้เป็นกังวลมากนัก เนื่องจากบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าในตลาด Consumer ทั้งนี้นโยบายการถือหุ้นยังไม่เปลี่ยน บริษัทแม่ยังคงถือหุ้น 70%


ด้านนายวิชาญกล่าวเสริมว่า กรณีการเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนต่างชาติอาจจะตอบยาก แต่จะมีกองทุนที่เป็น Index Fund ที่มีนโยบายลงทุนใน SET50 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ก็อาจมีการปรับสัดส่วนการลงทุน ก็เป็นการพิจารณาของกองทุนว่าจะลงทุนตอนไหนอย่างไร ทางบริษัทอาจจะตอบไม่ได้

Share: