FA ย้ำ SFT เข้าเทรดแค่จุดเริ่มต้น ผู้บริหารคาดรายได้โตเกิน 10%

 

SFT หนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันนี้เป็นวันแรก ทำราคาเปิดการซื้อขายที่ 3.72 บาท ลดลง 2.1% จากราคาไอพีโอที่ระดับ 3.80 บาท แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนล่าสุดทำราคาเหนือจองไอพีโอแล้ว

 

นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น บริหาร บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT กล่าวว่า จากราคาหุ้นเกิดจากหลายๆ ปัจจัย ทั้งในประเทศที่มีประเด็นทางการเมือง ส่วนต่างประเทศก็เกิดการระบาดของ COVID-19 แต่ด้วยราคาเปิดดังกล่าว เรามองว่าจะไม่สะท้อนศักยภาพของ SFT โดยไตรมาส 3 ยังถือว่าจะมีผลงานที่ดีอีกด้วย

 

ทั้งนี้การเข้าตลาดหุ้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น อยากให้มองระยะยาว เพราะธุรกิจของบริษัทอยู่ในเทรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค โดยฉลากฟิล์มไม่เพียงแค่ทำให้สินค้าสวยงาม แต่การที่จะนำสินค้าไปงวางจำหน่ายต้องมีการบอกรายละเอียดต่างๆ จำนวนมาก ทำให้สินค้าทุกชนิดต้องใช้ฉลาก

 

SFT เป็นบริษัทที่มีศักยภาพดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ การเลือกรูปทรงบรรจุภัณฑ์และการออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์ รวมถึงให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการหดตัวของฉลากฟิล์ม (ชริ้ง) เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ในครัวเรือน 

 

ทั้งนี้ SFT ยังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจ จากแผนลงทุนขยายกำลังการผลิตและเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนด้านการผลิตที่ดี รวมถึงแนวทางดำเนินงานที่มีทีมบุคลากรทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาฉลากฟิล์มหดรัดรูปให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของลูกค้าที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์สินค้า เป็นผลให้ที่ผ่านมา SFT ได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายมายาวนาน อาทิ บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด, บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป, บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง, บริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

 

และด้วยปัจจัยดังกล่าว ทำให้ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ SFT มีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2560-2562) มีอัตราเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ย (Compound Average Growth Rate: CAGR) ร้อยละ 70.65 สะท้อนความแข็งแกร่งด้านผลประกอบการ จึงเชื่อมั่นว่า เมื่อ SFT เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ นั้น จะเป็นหุ้น Growth Stock ที่ได้ความสนใจจากนักลงทุนอย่างแน่นอน

 

นายซุง ชง ทอย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SFT เปิดเผยว่า บริษัทมีจุดแข็งด้านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปมานานกว่า 12 ปี เข้าไปช่วยตอบโจทย์ทางการตลาดสร้างภาพลักษณ์และมูลค่าให้แก่แบรนด์สินค้า (Brand Identity) ผ่านการให้บริการฉลากฟิล์มหดรัดรูปแบบครบวงจร ทำให้ SFT ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน

 

ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเพื่อส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปถูกนำไปใช้สร้างแบรนด์สินค้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป ได้รับความนิยมนำไปใช้ทดแทนฉลากประเภทอื่นๆ เป็นผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมฉลากฟิล์มหดรัดรูปขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

 

โดยปีนี้ประเมินว่าตลาดจะเติบโต 5% แม้จะมีปัจจัยลบจาก COVID-19 ก็ตาม โดยปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 8,000 ตันต่อปี ในจำนวนนี้บริษัทจำหน่ายในระดับ 2,000 ตัน โดยคาดว่าปี 2569 อุตสาหกรรมจะเพิ่มเป็น 10,000 ตัน ซึ่งบรัทเจาะตลาดกลาง และตลาดบน เพราะตลาดล่างมาร์จิ้นค่อนข้างน้อย

 

ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของ SFT ที่มีความสามารถด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งระบบการพิมพ์แบบกราเวียร์และแบบดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปของลูกค้า ทั้งในด้านคุณภาพ ปริมาณและความรวดเร็ว โดยบริษัทฯ มีแผนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 185 ล้านเมตรต่อปี จากเดิมมีกำลังการผลิต 133 ล้านเมตรต่อปี รวมถึงเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มฟิล์มใสที่มีความหดตัวสูง (POF Shrink Film) และกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ส่งผลให้ฟิล์มหดรัดรูปของ SFT เข้าไปช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่แบรนด์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

 

ส่วนเป้าหมายปีนี้ SFT มั่นใจว่าจะเติบโตเป็นเลข 2 หลัก หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% แม้มีสถานการณ์ COVID-19 และปัจจัยความอ่อนไหวทางด้านการเมือง โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าที่มีการสั่งซื้ออย่างสม่ำเสมอกว่า 300 ราย ซึ่งเป็นลูกค้าในประเทศทั้งหมด โดยเป็นลูกค้ารายใหญ่กว่า 10 ราย และในจำนวนนี้คิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 50% ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบทั้ง PVC และ PET บริษัทถือว่ามีต้นทุนที่ถูกกว่าคู่แข่งอีกด้วย

 

ส่วนการเข้าซื้อกิจการ และร่วมทุนนั้น หากมีโอกาส และเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ บริษัทก็ไม่ปิดกั้นที่จะขยายการลงทุน แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับจังหวะ และโอกาสที่เหมาะสม และต้องเป็นบริษัทที่เข้ามาแล้วเป็น 1+1=2 ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนด้วย

 

“เรามีเป้าหมายเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน โดยความมุ่งมั่นนำเสนอสินค้าและบริการที่ครบวงจร เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่แบรนด์สินค้าของลูกค้าทั้งรายเดิมและขยายฐานลูกค้ารายใหม่ๆ เพิ่มเติม ส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้บริษัทมีต้นทางทางการเงินเฉลี่ยระดับ 10 ล้านบาทต่อปี หากนำเงินไปชำระหนี้ทั้งหมดก็จะท้อนผลกำไรที่เพิ่มขึ้น” นายซุง ชง ทอย กล่าว

 

Share: