“ลูกควรวางแผนอย่างไร”...ในวันที่พ่อแม่ทำประกันสุขภาพไม่ได้แล้ว?

ลูกๆ ที่อยู่ในช่วงวัยทำงาน อาจมีคุณพ่อคุณแม่หรือผู้สูงอายุในครอบครัวที่อยู่ในวัยเกษียณอายุ ซึ่งพวกท่านอาจเริ่มมีปัญหาสุขภาพ มีโรคประจำตัว หรือป่วยเป็นโรคยอดฮิตของคนไทยที่มักมาพร้อมกันในวัย 50-60 ปีขึ้นไป อย่างเช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน ลูกๆ หลายคนที่เป็นผู้หารายได้หลัก หรือดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในครอบครัว อาจมีความกังวลใจเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ


เมื่อต้องการหาตัวช่วยบรรเทาค่ารักษาพยาบาล การโอนย้ายความเสี่ยงด้วยการทำประกันสุขภาพให้กับคุณพ่อคุณแม่ คงเป็นทางเลือกแรกๆ ที่ลูกๆ นึกถึง แต่ด้วยอายุของคุณพ่อคุณแม่ที่ค่อนข้างมาก สุขภาพอาจไม่แข็งแรงนัก หรือมีโรคประจำตัว ก็อาจเจอกรณีที่บริษัทประกันมีข้อยกเว้นไม่คุ้มครองโรคนั้นๆ รวมถึงภาวะสืบเนื่องของโรคที่เป็นมาก่อน หรือมีการพิจารณาปรับเพิ่มเบี้ยประกันที่สูงกว่าเบี้ยมาตรฐาน (ซึ่งอาจเกินความสามารถในการชำระเบี้ยประกันตามที่วางแผนไว้) หรือบริษัทประกันอาจปฏิเสธที่จะรับทำประกันสุขภาพ เนื่องจากสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่มีความเสี่ยงสูงเกินไป ไม่อยู่ในเกณฑ์ของบริษัท เป็นต้น”


หากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น แผนโอนย้ายความเสี่ยงด้วยการทำประกันสุขภาพให้กับคุณพ่อคุณแม่ คงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไป ดังนั้นลูกๆ ควรเตรียมความพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะการเงินของครอบครัวด้วยวิธีการอื่นๆ โดยในกรณีที่สุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ไม่ผ่านเกณฑ์การรับประกัน และท่านอยู่ในวัยเกษียณ หรือไม่มีรายได้หลักเข้ามาแล้วมีคำแนะนำในการเตรียมความพร้อมเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

 

 

1. เปิดใจพูดคุย และปรึกษากันในครอบครัว

เป็นวิธีการที่เรียบง่ายแต่อาจเริ่มต้นยากสำหรับบางครอบครัวด้วยทัศนคติที่ว่า เรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นเรื่องส่วนบุคคล แม้แต่สมาชิกในครอบครัวเองก็ไม่เปิดเผยข้อมูลให้แก่กันซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาทางการเงินตามมาในภายหลังได้ ดังนั้น การเปิดใจและเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญต่อกัน จะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวเกิดความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่มากขึ้น มองเห็นความเสี่ยงร่วมกัน และสามารถเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ในอนาคตต่างๆได้ดียิ่งขึ้น


“ตัวอย่างเรื่องที่ควรเปิดใจพูดคุยกัน เช่นคุณพ่อคุณแม่มีโรคประจำตัวอะไรบ้างมีความเสี่ยงจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษหรือไม่ มีแพทย์ประจำตัวหรือไม่ รวมถึงประวัติสุขภาพอยู่ที่คลินิกหรือโรงพยาบาลอะไรเป็นหลัก หากคุณพ่อคุณแม่ยังเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันเอง ค่าใช้จ่ายอยู่ที่เท่าไร แล้วท่านมีการกันเงินสำรองสำหรับค่ารักษาพยาบาลเหล่านี้ไว้หรือไม่ ประมาณเท่าไร เพื่อให้ลูกๆ สามารถประเมินได้ว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินกับคุณพ่อคุณแม่ จะมีงบประมาณหรือเงินสำรองสำหรับค่ารักษาพยาบาลจากแหล่งใดได้บ้าง”


สำหรับลูกๆ เองกรณีที่มีการส่งเงินให้กับคุณพ่อคุณแม่ ก็ควรเปิดเผยถึงสถานะการเงินในปัจจุบันให้ท่านรับรู้ เช่น ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หรือภาระหนี้สินของตนเองหรือหากมีการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกันในครอบครัวที่เกินกำลังของตนเอง ก็ควรแจ้งให้ท่านทราบเพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกันซึ่งสมาชิกในครอบครัวอาจช่วยกันปรับลดค่าใช้จ่ายบางอย่างลง เพื่อให้มีสภาพคล่องทางการเงิน รวมถึงมีเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินและค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้น

 

 

2. สำรวจสิทธิขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้รับการรักษาพยาบาลในคลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำทำให้ได้รับความสะดวกสบายที่มากขึ้นแต่ก็แลกมาด้วยค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นซึ่งหากพูดคุยกันในครอบครัวแล้วพบว่า สมาชิกในครอบครัวไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน และไม่สามารถโอนย้ายความเสี่ยงด้วยการทำประกันสุขภาพให้คุณพ่อคุณแม่ได้ จึงควรเตรียมพร้อมด้วยการตรวจสอบสิทธิค่ารักษาพื้นฐานที่มี ซึ่งคนไทยจะได้รับความคุ้มครองสิทธิรักษาพยาบาลจากรัฐบาล 3 ระบบหลักด้วยกัน* คือ (1) สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (2) สิทธิประกันสังคม และ (3) สิทธิหลักประกันสุขภาพ 30 บาท


“ทั้งนี้ ควรตรวจสอบว่าคุณพ่อคุณแม่ซึ่งอยู่ในวัยเกษียณ ท่านอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับสิทธิใดเช่น ข้าราชการบำนาญยังคงมีสิทธิได้รับสวัสดิการค่ารักษาอยู่ ส่วนพนักงานบริษัทเอกชน เมื่อลาออกหรือเกษียณอายุ สามารถเลือกได้ว่าจะคงสิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคมด้วยการสมัครเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 39 หรือลาออกจากการเป็นสมาชิกประกันสังคมภาคบังคับตามมาตรา 33 แล้วใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ 30 บาท ซึ่งจะเหมือนกับบุคคลทั่วไป สัญชาติไทย ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสวัสดิการด้านรักษาพยาบาลอื่นใดที่รัฐจัดให้ จะมีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลหลักประกันสุขภาพ 30 บาท นอกจากนี้ควรตรวจสอบว่าสิทธิที่คุณพ่อคุณแม่ได้รับ มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นการรักษาโรคใดบ้าง เพราะอาจมีบางส่วนที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง”

 

 

3. แยกบัญชีเงินเก็บเพื่อค่ารักษาพยาบาลของคุณพ่อคุณแม่

แนะนำให้ลูกๆ ‘จัดสรรเงินเพิ่ม’ อีกส่วนหนึ่ง แยกจากเงินสำรองฉุกเฉินของตนเอง (โดยทั่วไป คนเราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและภาระหนี้สินต่อเดือน) โดยเงินเก็บเพื่อค่ารักษาพยาบาลอาจระบุเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนได้ค่อนข้างยากแต่ก็ควรเตรียมความพร้อมไว้ก่อน อาจประเมินจากค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยที่ผ่านมา เช่น ก่อนเกษียณท่านเคยใช้สวัสดิการจากที่ทำงานปีละ 30,000 บาท ก็อาจจะเก็บเงินสำรองส่วนนี้ไว้อย่างน้อยปีละ 30,000 บาทและควรวางแผนเก็บเงินสำรองเพิ่มขึ้นทุกปี ตามอัตราค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้น (ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยอยู่ที่ 6-8% ต่อปี)


นอกจากนี้ ควรประเมินดูว่า ‘โรคประจำตัว’ ของท่านหรือ ‘โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ’ มีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาประมาณเท่าไร ก็ควรเก็บเงินสำรองเพิ่มเติมจากส่วนที่ไม่สามารถใช้สิทธิพื้นฐานได้


“ในการเริ่มต้นเก็บเงิน หากมีเงินก้อนจากแหล่งอื่นอยู่แล้ว ก็อาจแบ่งเงินบางส่วนกันออกมาหรือใช้วิธีการทยอยสะสมทุกเดือนก็ได้ (ขึ้นอยู่กับการกำหนดงบประมาณ) โดยแนะนำให้เก็บเงินไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถนำออกมาใช้ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่เจ็บป่วยได้ทันที เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน”


การที่ได้เตรียมพร้อมรับมือและมีการจัดสรรเงินไว้อย่างมีวินัยตั้งแต่ต้นหากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากขึ้นมาจริงๆ หรือหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการใช้สิทธิหลักประกันพื้นฐานในการรักษาเงินสำรองส่วนนี้จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระ ไม่ให้กระทบต่อความมั่งคั่งโดยรวมของสมาชิกในครอบครัวมากนัก และไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการเงินในด้านอื่นๆ ที่วางไว้


“การวางแผนการเงินส่วนบุคคล” โดยคำนึงถึงความเสี่ยงของบุคคลที่อยู่ในอุปการะควบคู่ไปด้วย เป็นเรื่องที่จำเป็น เนื่องจาก ‘การเจ็บป่วย’ หรือ ‘เหตุการณ์ฉุกเฉิน’ ของคนใดคนหนึ่ง สามารถส่งผลกระทบต่อสถานะการเงินของสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ได้


และนอกเหนือจากการที่ลูกๆ ช่วยบริหารจัดการเรื่องค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้กับคุณพ่อคุณแม่ในวันที่ท่านเกษียณอายุแล้ว ก็อย่าลืมหมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายและจิตใจให้กันอย่างสม่ำเสมอ เพราะสุดท้ายแล้ว “การวางแผนชีวิตตนเองและครอบครัวให้มีความสุข” ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า “การวางแผนการเงินให้ประสบความสำเร็จ” นั่นเอง


*สามารถตรวจสอบสิทธิค่ารักษาพยาบาลพื้นฐานได้ดังนี้
- สิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการhttps://mbdb.cgd.go.th/wel/
-   สิทธิประกันสังคมhttps://www.sso.go.th/wpr/main
-   สิทธิหลักประกันสุขภาพ 30 บาทhttps://www.nhso.go.th/FrontEnd/Index.aspx


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่[email protected], สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

Share: