ลุยหุ้นเติบโตโดดเด่น-มีความสามารถในการแข่งขันทั่วโลก !!!

 

อย่างที่นักทุนหลายต่อหลายคนทราบกันดีว่า “ตลาดทุน” ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการลงทุนที่สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ในระดับที่ดี

 

แต่จะมากหรือน้อยนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่เลือก และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ อย่างความน่าสนใจ การเติบโตของสินทรัพย์ ภาวะตลาดหุ้นและเศรษฐกิจ

 

ในปีนี้การลงทุนในหุ้นที่เป็น ‘New Economy’ ยังคงเป็นที่หมายตาของนักลงทุนทั่วโลก จากลักษณะเด่นสินค้าหรือบริการที่ยังหาผู้ทดแทนในอนาคตได้ค่อนข้างยาก ทำให้รายได้ยืดหยุ่นต่อภาวะเศรษฐกิจทั้ง ‘ขาขึ้น’ และ ‘ขาลง’ เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากหยิบกองทุนที่ได้รับการจัดอันดับจาก ‘มอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว’ และมีผลตอบแทนที่สูงที่สุดในกลุ่มที่ต้นปีถึงปัจจุบัน (27 ตุลาคม 63) สามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 70.83% หรือก็คือ “กองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป  (ONE-UGG-RA)” มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ

 

ONE-UGG-RA” โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 28.46% ต่อปี

 

โดย ‘กองทุน ONE-UGG-RA’ ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 27 ตุลาคม 63) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 6,186,562,482.98 บาท ซึ่งกลยุทธ์ในการบริหารจัดการจะมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (passive management/index tracking) ในช่วงเวลา 5 ปีกองทุนนี้เคยมีผลขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -24.01 %

 

สำหรับนโยบายของกองนั้นจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Master Fund) คือ กองทุน ‘Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund’ (กองทุนหลัก) ในหน่วยลงทุนชนิด Class B net accumulation (ชนิด B ประเภทสะสมมูลค่า) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

 

โดยกองทุนหลักอยู่ภายใต้ ‘Baillie Gifford Overseas Growth Funds Investment Company with Variable Capital (ICVC)’ ซึ่งจดทะเบียนในสก๊อตแลนด์ โดยกองทุนหลักถูกควบคุมดูแลโดย Financial Conduct Authorithy (FCA) ของสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ UCITS กองทุนดังกล่าวบริหารจัดการโดย ‘Baillie Gifford & Co Limited’

 

         

 

“กองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนหุ้นที่มีโอกาสเติบโตโดดเด่น (Exceptional growth) โดยมีความสามารถในการแข่งขัน (Competitive advantage) เหนือคู่แข่งในแต่ละอุตสาหกรรม เน้นการลงทุนระยะ ยาวโดยคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุนด้วยวิธีการวิเคราะห์แบบ Bottom-up โดยสามารถลงทุนในหุ้นได้ทั่วโลก โดยไม่มีข้อจำกัดในภูมิภาค อุตสาหกรรม มูลค่าตลาดของหุ้นที่ลงทุนแต่ประการใด ซึ่งปัจจุบันจะมีน้ำหนักหุ้นที่มีนวัตกรรม มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นหลัก”

 


ปัจจุบันกองทุนหลักมีสัดส่วนการลงทุนแบ่งตามประเทศ 5 อันดับแรก ประกอบไปด้วย

-สหรัฐฯ                                       52.9%

-จีน                                            26.0%

-ฝรั่งเศส                                      5.5%

-เนเธอร์แลนด์                               4.4 %

-แคนนาดา                                   3.1%

 


ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบไปด้วย

-Consumer Services                       39.6%

-Technology                                 30.2%

-Consumer Goods                         13.7%

-Health Care                                10.1%

-Financials                                   2.3%

 

         

 

“ผลงานนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ณ วันที่ 30 ก.ย. 63) ‘กองทุน ONE-UGG-RA’ มีความผันผวนของกองทุนอยู่ที่ 21.83% ต่อปี แต่ในแง่ผลตอบแทนก็ถือว่าทำได้ในระดับที่สูงเช่นกัน 28.46% ต่อปี ซึ่งน่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ลงทุนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย”



นอกจากผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง จุดเด่นที่ทำให้ ‘กอง ONE-UGG-RA’ ดูน่าสนใจกว่ากองอื่นๆ นั้น คือการซื้อและขายคืนของหน่วยลงทุน ที่มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกจะอยู่ที่เพียง ‘1 บาท’ เท่านั้น เช่นเดียวกันกับมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไปจะอยู่ที่ 1บาท จึงทำให้นักลงทุนทั่วไปนั้นสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วย

 

ขณะที่มูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนและยอดคงเหลือขั้นต่ำ ทางบลจ.ไม่มีการกำหนดไว้ แต่การขายในหนึ่งครั้งระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนจะอยู่ที่ภายใน 4วัน (T+4) ทำการนับแต่วันคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมูลค่าหน่วยลงทุน

 

“กอง ONE-UGG-RA ถือเป็นกองทุนที่มีผลตอบแทนสูงพอสมควร สะท้อนจากภาพรวมย้อนหลังที่ผ่านมาและผลตอบแทนล่าสุดก็เป็นไม่กี่กองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 70% นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดีก่อนการลงทุนนักลงทุนอาจจะต้องศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ เนื่องจากตราสารทุนเอง ก็ยังคงมีความเสี่ยงเสมอ”

Share: