5 หุ้นไฟไหม้ ร่วงสวนตลาดรับวัคซีนโควิด

วันนี้มีข่าวที่ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับมวลมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ นั่นคือ ความคืบหน้าเรื่องวัคซีนต้านโควิด 19 ที่บริษัท Pfizer และ BioNTech สองบริษัทยายักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาและเยอรมนีได้ออกมาแถลงความคืบหน้าของวัคซีนต้านโควิด 19 ที่ทั้งสองบริษัทร่วมกันพัฒนา และทดสอบในเฟสที่ 3 มีประสิทธิภาพมากกว่า 90% หลังได้ทดลองในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อนซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ ดีกว่าที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ ประเด็นดังกล่าวนี้เองส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น จนทำสถิติหลายแห่งรวมถึงตลาดหุ้นหลักทั้ง 3 แห่งของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้ (10 พ.ย.63) ปิดตลาดที่ระดับ 1,341.24 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 55.36 จุด หรือเพิ่มขึ้น 4.31% ซึ่งมีกลุ่มหุ้นที่ได้รับอานิสงส์ดังกล่าว เช่น กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน และกลุ่มค้าปลีก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีหุ้นที่ได้รับประโยชน์ก็คงจะมีหุ้นที่เสียประโยชน์จากการค้นพบวัคซีนต้านโควิดชนิดนี้

             


Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลหุ้นที่จะเสียประโยชน์จากการค้นพบวัคซีนต้านโควิดในครั้งนี้มีจำนวน 5 หุ้น เริ่มกันที่ 2 บริษัทแม่ลูกอย่าง บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT และบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงสวนตลาด รวมกันมากกว่า 40% โดยราคาหุ้น STGT วานนี้ (10 พ.ย.) ปรับลดลง 21.71% หรือ 19 บาท มาอยู่ที่ 68.50 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 6,288 ล้านบาท ขณะที่หุ้นแม่อย่าง STA ปิดตลาดที่ราคา 24.70 บาท ลดลง 20.96% หรือลดลง 6.55% มีมูลค่าการซื้อขาย 2,442 ล้านบาท หลังจากที่เกิดการระบาดหนักของไวรัสโควิด 19 หุ้นทั้งสองตัวก็ปรับเพิ่มขึ้นตามยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ถุงมือยางทางการแพทย์ ซึ่งทาง STGT ระบุว่าความต้องสั่งซื้อสินค้ายังมีต่อเนื่องออกไปอีกจนถึงปี 65 ขณะที่หุ้นแม่อย่าง STA ก็ได้รับผลดีจากการผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น และรับรู้ผลประกอบการของบริษัทลูกค้าอย่าง STGT แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีวัคซีนป้องกันไวรัสออกมาแล้ว อาจจะส่งผลกระทบให้ความต้องการใช้ถุงมือยางลดลง กลับเข้าสู่สภาวะปกติไม่มากเป็นพิเศษเหมือนในช่วงที่มีภาวะการระบาดรุนแรง

             

ส่วนบริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM เคยเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากยอดรับเบี้ยประกันไวรัสโควิด ซึ่งถือเป็นธุรกิจประกันที่มีการปรับตัว เพื่อรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ทันท่วงทีตลอดเวลา โดยเห็นได้จากการออกผลิตภัณฑ์ประกันโควิด-19 ที่พัฒนาตั้งแต่เริ่มการระบาดในอู่ฮั่น ส่งผลให้ผลประกอบการดีเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อการมาของวัคซีนไวรัสโควิดแล้ว อาจจะทำให้ยอดเบี้ยประกันที่รับจากการที่คนแห่ทำประกันโควิดในช่วงที่ผ่านมาหายไป จึงทำให้นักลงทุนกังวลในประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้วานนี้ราคาหุ้น TQM ปิดตลาดที่ 113 บาท ปรับลดลง 11.72% หรือ ลดลง 15บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 373 ล้านบาท

             

บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA เป็นอีกหุ้นที่ได้รับผลเสียหลังจากการมาของวัคซีนต้านโควิด เพราะในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจากความต้องการบริโภควิตามิน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้รับประโยชน์จากประเด็นดังกล่าวไปมากแล้ว โดยปิดตลาดราคาหุ้น MEGA ที่ราคา 32 บาทต่อหุ้น ปรับลดลง 5.19% หรือลดลง 1.75 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 223 ล้านบาท

 

ขณะที่บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ในช่วงที่ผ่านมาเป็นหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการ work from home อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มียอดขายดีต่อเนื่อง จนทำให้ราคาหุ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาราคาปรับเพิ่มขึ้นไปกว่า 2 เด้ง หรือ 200% แต่อย่างไรก็ตามการมาของวัคซีน กิจกรรม work from home อาจจะไม่ได้เห็นรูปแบบนี้อีกแล้ว ดังนั้นจึงทำให้วานนี้ราคาหุ้นของ DELTA ปิดตลาดที่ 163.50บาท ปรับตัวลดลง 15.50% หรือลดลง 30 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 1,286 ล้านบาท

             

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานว่า หลังจากไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และ BioNTech ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี แถลงว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งไฟเซอร์และ BioNTech พัฒนาร่วมกัน มีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ในการป้องกัน และจะมีการผลิตวัคซีน 50 ล้านโดสภายในปีนี้ เพียงพอสำหรับประชาการประมาณ25 ล้านคน และจะผลิตเพิ่มอีก 1,300 ล้านโดสในปีหน้า ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องระวังแรงขายทำกำไรในช่วงสั้นจากในหุ้นกลุ่มได้ก่อนหน้านี้เคยได้รับประโยชน์จากการระบาดของโควิด เช่น STGT STA DELTA และ MEGA

 

Share: