วิเคราะห์ PTG-PTTGC ควงคู่เด่นสุดหุ้นพลังงาน

ราคาน้ำมันดิบยังผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันต่อหุ้นพลังงานอย่างมาก หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้หลายๆประเทศในยุโรปประกาศ มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง เพราะจะกดดันต่อความต้องการใช้น้ำมันอย่างมาก โดย PTG และ PTTGC จะเป็นหุ้นเด่นของกลุ่มได้อย่างไร วันนี้เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกัน


สำหรับ PTG ผู้ดำเนินธุรกิจ แบ่งออก 7 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง (ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและธุรกิจเริ่มแรกของบริษัท) และธุรกิจค้าปลีก 2. ธุรกิจจำหน่ายแก๊ส LPG 3. ธุรกิจขนส่งและการจัดการคลังสินค้า 4. ธุรกิจพลังงานทดแทน และธุรกิจผลิตจำหน่ายไบโอดีเซลและน้ำมันปาล์มบริโภค 5. ธุรกิจระบบการบริหารและซ่อมบำรุงอุปกรณ์ในสถานีบริการ 6. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และ7. ธุรกิจให้ศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ และรถเชิงพาณิชย์ โดย PTG มีเป้าหมายขยายธุรกิจสู่ non-oil มากขึ้น เพื่อสร้างมาร์จิ้นให้กับบริษัท


ส่วน PTTGC หนึ่งในบริษัทย่อยของ PTT เกิดจากการควบบริษัทระหว่าง บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTCH) และ บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) (PTTAR) โดยได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2554 เพื่อก้าวขึ้นเป็นแกนนำของธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท.


PTG เป็นหุ้นเด่นสำหรับกลุ่มพลังงาน เนื่องจากค่าการตลาดค้าปลีกน้ำมันในประเทศที่แข็งแกร่งและราคาน้ำมันที่ต่ำ ทั้งยังมีสถานะที่แข็งแกร่ง เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ในต่างประเทศไม่มาก ส่วน PTTGC เป็นหุ้นเด่นสำหรับกลุ่มปิโตรเคมีในระยะสั้นนี้ แม้ราคาน้ำมัน อาจปรับลดลงในระยะยาวก็ตาม ทั้งนี้เราเชื่อว่า PTTGC จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากสภาวะตลาด PE เอเชียที่ตึงตัว รวมถึงราคาก๊าซในประเทศที่ต่ำ และการเริ่มเดินเครื่องโรงแคร็กเกอร์แนฟทาแห่งใหม่ (7.5 แสนตันต่อปี หรือ +23%) ซึ่งจะทำให้บริษัทเก็บเกี่ยว ผลประโยชน์จากส่วนตางราคาโอเลฟินส์ที่ขยายกว้างขึ้นได้” ”นักวิเคราะห์กสิกรไทย จำกัด กล่าว


พร้อมยังบอกอีกว่า ล่าสุดประเทศหลักๆ ในทวีปยุโรปได้ประกาศ มาตรการล็อกดาวน์ทั้งที่เต็มรูปแบบและไม่เต็มรูปแบบในเมืองต่างๆ เป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระลอก 2 ขณะเดียวกัน ยอดผู้ติดเชื้อราย ใหม่ในสหรัฐฯ ก็ปรับสูงขึ้นเป็น 1 แสนราย/วันในช่วงสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เราเคย เห็นมาแล้วในช่วงกลางเดือน มี.ค. 2563 ที่ WHO ประกาศว่า COVID-19 มีการแพร่ระบาดระดับโลกแล้ว หลังจากที่มีการแพร่ระบาดไปยังสหรัฐฯ และยุโรป


เมื่อดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น เรามองว่าราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่น (GRM) จะได้รับผลกระทบเชิงลบ จากอุปสงค์การใช้น้ำมันที่ลดลง ขณะที่คาดว่าราคา และส่วนต่างราคาปิโตรเคมีจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ต่ำอยู่และตลาดโอเลฟินส์เอเชียที่ตึงตัวขึ้น


อย่างไรก็ตามคงมุมมองเชิง “ลบ” ต่อกลุ่มพลังงาน และเพิ่มมุมมองต่อกลุ่มปิโตรเคมีเป็น “กลาง” ผู้เล่นกลุ่มโอเลฟินส์เอเชียจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ต่ำและสภาวะตลาดภูมิภาคที่ตึงตัวโดยเฉพาะ PE เพราะมีการทำ arbitrageโอเลฟินส์สหรัฐฯ มายังเอเชียที่น้อยลง เพราะราคา ก๊าซสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้น ซึ่งทำให้ความได้เปรียบด้านต้นทุนปรับลดลง ทั้งนี้เรายังคงมุมมองเชิงลบต่อกลุ่มโรงกลั่นเพราะสมดุลระหว่างอุปสงค์/อุปทานมีภาพที่อ่อนแอลง

 

 

PTTGC โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องมีการฟื้นตัว

ล่าสุด PTTGC รายงานไตรมาส 3/63 มีกำไรสุทธิ 908.38 ล้านบาท ลดลง 66% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,663.33 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายรวม 76,407 ล้านบาท ลดลง 27% จากไตรมาส 3/62 บริษัทฯ มี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 6,254 ล้านบาท ลดลง 16% จากไตรมาส 3/62


ทั้งนี้ธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตั้ง แต่ช่วงต้นไตรมาส เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 17% ถึงแม้ว่าโรง LDPE และโรง LLDPE หน่วยที่ 2 มีการปิดซ่อมบำรุงตามแผน ส่งผลให้ปริมาณการขายโพลิเมอร์ลดลงเล็กน้อย


ส่วนของธุรกิจโรงกลั่น บริษัทยังคงการปรับรูปแบบการผลิตโดยปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันอากาศยานและเปลี่ยนไปผลิตเป็นน้ำมันดีเซลตามภาวะความต้องการน้ำมันอากาศยานที่ลดลงตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจโรงกลั่นมีค่าการกลั่น (GRM) อยู่ที่ 1.22 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


สำหรับธุรกิจอะโรเมติกส์มีส่วนต่างผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ (BTX P2F) ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 176 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน มาอยู่ที่ 78 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน โดยได้รับปัจจัยกดดันจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง จากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ รวมทั้งปริมาณการขายปรับตัวลดลงเล็กน้อยตามแผนปิดซ่อมบำรุงโรงงานอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2


อย่างไรก็ตาม บริษัทรับรู้ผลกำไรจากสต็อกน้ำมันและรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Gain Net NRV) เป็นกำไรรวม 492 ล้านบาท ผลกำไรจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง 172 ล้านบาท และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 427 ล้านบาท


ในปี 64 บริษัทจะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มขึ้นจากโรงโอเลฟินส์หน่วยใหม่ (ORP) กำลังการผลิตติดตั้ง 750,000 ตัน บริษัทคาดการณ์การใช้กำลังการผลิตในปีหน้าของธุรกิจโอเลฟินส์จะอยู่ 95% จากแผนการการปิดซ่อมบำรุงของโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 3 ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสที่ 3 เป็นเวลา 39 วันและคาดการณ์การใช้กำลังการผลิตของธุรกิจโพลิเมอร์จะอยู่ที่ 105%

 

 

PTTGC รายงานกำไรตามคาด

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากกำไรสุทธิดังกล่าวถือว่าทำได้ตามคาดการณ์ โดยก่อนหน้านี้ยังบอกอีกว่า ราคา PE ที่ดีจะหนุนกำไรจนถึงครึ่งปีแรก 64  โดยคาดว่ากำลังการผลิตใหม่ 5.1ล้านตันจาก 14.3ล้านตันของ ethylene (กำลังการผลิต propylene ใหม่ 11.4ล้านตัน) เดิมมีกำหนดการเริ่มผลิตใน 2563-64 จะช้าออกไป 3-12 เดือน การเติบโตของความต้องการ PE จะกลับสู่ระดับปกติที่ +4% ต่อปีใน 64 จาก +1% ใน 63 ราคา PE จะขึ้นอีก 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในต.ค.สู่ 950 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน คาดราคา PE ที่แข็งแกร่งจะชดเชยค่าการกลั่นที่อ่อนแอ และผลกำไรไตรมาส 4/63 จะดีขึ้น

 

 

PTG   ลุ้นกำไรไตรมาส 3 ดีเกินคาด

ขณะที่   PTG  ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/63 แต่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  ระบุว่า ขณะนี้ประเมินไตรมาส 3/63 ของ  PTG กำไรสุทธิมีโอกาสดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยฯคาดไว้เดิมที่ 466 ล้านบาท (+82% YoY, -9% QoQ) โดย Upside จะมาจากธุรกิจไบโอดีเซล 3.ราคาน้ำมันปาล์มดิบปรับขึ้นต่อเนื่อง +57% QTD คาดเป็น Sentiment บวกต่อเนื่องในไตรมาส 4/63 4. PE ปี 2563 - 64 เท่ากับ 19.5 เท่า และ 17.9 เท่า ตามลำดับ (ค่าเฉลี่ยระยะยาว 30 เท่า)

Share: