หุ้นขึ้นอีก 100 จุด จะต้องซื้อหุ้นต่อไปนี้

หลังจากมีข่าวต้านวัคซีน Covid-19 ของ Pfizer และบริษัทอื่นๆ เช่น Moderna ที่ก็เตรียมจะแถลงข่าวการทดลองวัคซีนเฟส 3 อยู่เช่นกัน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกในช่วงนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าตลาดหุ้นจีนของนักลงทุนต่างชาติที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์


สำหรับตลาดทุนไทยเองก็เช่นกัน ล่าสุดวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา หลัง Pfizer และ BioTech แถลงข่าววัคซีน หุ้นไทยบวกรับข่าวถึง 55.36 จุด ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,341.24 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้น 4.31% ซึ่งถ้าดูวอลุ่มการซื้อขายพบว่า “นักลงทุนต่างชาติ” ซื้อสุทธิอย่างมีนัยสำคัญที่ 18,958.37 ล้านบาท เป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นไทยกำลังน่าสนใจ


แล้วในภาวะที่ตลาดหุ้นกำลังขึ้นเช่นนี้ เมื่อวานในรายการ Wealthy Talk พี่อ๋อง เอกภาวิน สุนทราภิชาติ ผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด มองภาวะตลาดหุ้นว่า หลังจากนี้มีโอกาสที่หุ้นจะขึ้นได้อีก 100 จุด เพราะฉะนั้นในบทความนี้ เราจะรวบรวมคำตอบมาฝากนักลงทุนกันอีกครั้ง ว่าเพราะอะไรนักวิเคราะห์ถึงมองว่าหุ้นจะขึ้นอีก 100 จุด และควรลงทุนในกลุ่มไหนดี?


นายเอกภาวินกล่าวว่า ในระยะสั้นอาจจะเห็นการอ่อนตัวของดัชนีหุ้น เนื่องจากดัชนีปรับขึ้นมาแรงจากช่วงก่อนหน้า โดยประเด็นหลักที่มีน้ำหนักต่อตลาดคือข่าววัคซีน Covid-19 ที่มีประสิทธิภาพ 90% ซึ่งนั่นหมายความว่าจะทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ เดินทางข้ามประเทศได้ การบริโภคต่างๆ ก็จะกลับมา นำโดยสินค้ากลุ่มโภคภัณฑ์ที่ราคาเป็นตัวสะท้อนดีมานด์ในตลาด อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราจะได้รับข่าวดีเรื่องวัคซีน แต่ยังต้องติดตามต่อเนื่องว่าการขนส่งยาวัคซีน -19 ที่ต้องใช้อุณหภูมิที่มีความเย็นจัด จะเป็นอุปสรรคในการขนส่งหรือไม่ ทั้งนี้ยังไม่รวม side effect ที่อาจจะเกิดจากการใช้ยา


“ด้วยภาพการลงทุนในปัจจุบันมองว่าตลาดจะหลุดระดับ 1,200 จุดยาก ยิ่งถ้าดูกราฟหุ้นของประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นว่าตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หลังจากนำนิวไฮพร้อมกับตลาดหุ้นไทยในเดือนมิ.ย.63 ปัจจุบันตลาดหุ้นเพื่อนบ้านได้ปรับขึ้นต่อ เบรกไปแล้ว ดังนั้นภาพตลาดหุ้นไทยจึง Outperform ตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ทั้งที่จริงประเทศเราค่อนข้างควบคุม Covid-19 ได้ดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ตลาดหุ้นกลับขึ้นไม่มากในช่วงก่อนหน้านี้ นั่นเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงปัจจัยภายนอก ทำให้ได้รับผลกระทบหนัก สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือ เมื่อปัจจัยภายนอกกลับมา มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะขึ้นได้อีก 100 จุด หรือที่ดัชนีระดับ 1,450 จุด” นายเอกภาวินกล่าว

 

 

ทำไมต้องขึ้น 100 จุด?

ตลาดหุ้นไทยจะขึ้นอีก 100 จุด หรือกลับไปเท่า High เดิมในเดือนมิ.ย.63 ก็เพราะไม่กลัว Covid-19 แล้ว โดยคำนวณจาก Earning ตลาดหุ้นในไตรมาส 4/63 ที่ 90 บาทต่อหุ้น พบว่าตลาดหุ้นไทยจะขึ้นไปได้ถึง 1,450 จุด (กรอบแนวต้าน 1,430-1,450 จุด) โดยบล.ไทยพาณิชย์ให้ PE ที่ 18 เท่า สูงกว่า Consensus ที่ 17 เท่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยปัจจุบันที่ 16-17 เท่า ซึ่งถ้าถามว่าแพงไหม? เมื่อคำนวณจาก Earning เมื่อ 2 ปีที่แล้วช่วงที่ตลาดกำลังดี Earning อยู่ที่ 90 บาทต่อหุ้น ถือว่าไม่แพง

 

 

หุ้นกลุ่มพลังงานมาแรงแซงทางโค้ง

นายเอกภาวินกล่าวเพิ่มเติมถึงกลุ่มหุ้นที่ควรเข้าลงทุนว่า ในช่วงหลังจากนี้ไปที่หุ้นมีโอกาสจะขึ้นได้อีก 100 จุด แนะนำหุ้นตัวหลักหรือตัวใหญ่ จากฟันด์โฟลว์ต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันที่ปรับพอร์ตการลงทุน จากเดิมที่เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Covid-19 เช่น หุ้นถุงมือยางพารา หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จะเห็นการ Rotate มาลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานทั้งกลุ่ม!!!!!


“หุ้นพลังงานจะมาหมด นำโดยหุ้นกลุ่ม PTT, TOP, IRPC, IVL, GULF, GPSC, BGRIM หุ้นน้ำมันอากาศยาน และกลุ่มพลาสติก PET ซึ่งล้วนเป็นหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นแตะ 45 เหรียญต่อบาร์เรล ความชัดเจนของวัคซีน Covid-19 และปัจจัยสำคัญที่เข้ามาหนุนตลาดคือ โจ ไบเดนชนะเลือกตั้งสหรัฐ มีผลต่อกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก เนื่องจากนโยบายการค้าต่างประเทศของไบเดนจะซอฟท์กว่าทรัมป์ มีการเจรจาแบบทวิภาคี แม้ว่าในภาพรวมสหรัฐยังกดดันจีนในการขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจก็ตาม แต่การบริหารงานของไบเดนจะทำให้ออเดอร์น้ำมันไม่ผันผวน ไม่ต้องลุ้นว่าจะมีการแทรกแซงออเดอร์หรือไม่ ประกอบกับมูลค่าหุ้นพลังงานปัจจุบันอยู่ในระดับที่ไม่แพง” นายเอกภาวินกล่าว


นายเอกภาวินกล่าวเสริมว่า สาเหตุที่หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ขึ้นเป็นกลุ่มแรกก็เพราะว่า หุ้นกลุ่มนี้มีความพิเศษตรงนี้ความต้องการของตลาดสะท้อนผ่านราคาน้ำมัน ดังนั้นเมื่อหุ้นกลับมาจึงปรับตัวขึ้นแรง และการที่หุ้นกลุ่มนี้มีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทย จึงน่าจะได้เห็นดัชนีไปแตะที่ 1,450 จุดในปีหน้าได้


นอกจากหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว หุ้นบริโภคและหุ้นโรงพยาบาลจะกลับมา ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางเข้าประเทศ จากความคืบหน้าเรื่องวัคซีน covid-19 หุ้นที่แนะนำนักลงทุนคือ CPALL, BDMS และ AOT

 

 

เลี่ยงหุ้น COM7-STGT ก่อน

ส่วนหุ้นที่ต้องระวังจากการปรับพอร์ตนักลงทุน เพื่อขายทำกำไรหลังราคาหุ้นขึ้นไปพอสมควร ได้แก่ หุ้นสินค้าไอที หุ้นอิเล็กทรอนิกส์และหุ้นถุงมือยางพารา ได้แก่ COM7, STGT เป็นต้น   

 

 

หุ้นโรงแรมกลับมาฟื้นแล้วยัง?

สำหรับหุ้นที่ได้รับผลกระทบหนักอย่าง “หุ้นโรงแรม” Sentiment ระยะสั้นหุ้นกลุ่มนี้กลับมาตามตลาด แต่ปัญหาคือ Earning ยังไม่กลับมา เพราะว่ายังต้องรอกิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อน จึงไม่แนะนำเข้าลงทุนเท่าไหร่ ส่วน “หุ้นแบงก์” มองว่าจะกลับมาหลังสุด เนื่องจากระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังไม่นิ่ง ปัจจุบันแม้จะหมดมาตรการพักชำระหนี้ไปแล้ว แต่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังช่วยเหลือลูกหนี้เป็นรายกรณี ดังนั้นจึงเป็นความเสี่ยงต่อการตั้งสำรองของแบงก์ และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำยังกระทบส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) หุ้นแบงก์จึงยังต้องรอความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

 

 

ASP ให้กรอบลงทุนระยะสั้น 1,330-1,353 จุด

ด้านนักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า สัญญาณการเข้าซื้อหุ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของนักลงทุนต่างชาติที่ 18,958.37 ล้านบาทวานนี้ ส่งผลดีต่อภาวะลงทุน จากการที่เรา Laggard ตลาดหุ้นเพื่อบ้าน จึงให้กรอบการลงทุนระยะสั้นที่ 1,330-1,353 จุด และเชื่อมั่นว่าจะยืนเหนือ 1,300 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง จากวอลุ่มที่หนาแน่น


นอกจากนี้ฟันด์โฟลว์ที่เข้ามามองว่าจะส่งผลดีกับตลาด ในระยะกลาง-ยาว ประกอบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลดีกับหุ้นพลังงาน-ปิโตรเคมี นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังให้น้ำหนักไปที่หุ้นวัฏจักร หรือ Cyclical Stock ได้แก่ AOT, KBANK และ MINT ขณะที่หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และหุ้นขายมือถือถูกเทขายทำกำไร โดย STGT และ STA ปรับตัวลง 22% และ 21% ตามลำดับ โดยราคาหุ้น STGT ปิดตลาดวันที่ 10 พ.ย.63 อยู่ที่ 68.50 บาท และ STA ปิดตลาดที่ 24.70 บาท 

Share: