OSP กำไรยังโต สวนทางราคาหุ้นที่ underperform

 

ราคาหุ้นของ OSP หรือ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เช้าวันนี้ (12 พ.ย. 63) ดีดตัวขึ้นทันทีที่เปิดตลาด ล่าสุดปิดตลาดเช้าราคาอยู่ที่ระดับ 36.75 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.38 % หลังวานนี้ (11 พ.ย. 63) บริษัทแจ้งผลประกอบการไตรมาส 3/63 ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีกำไรสุทธิ 923 ล้านบาท เติบโต 10.2% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากสานการณ์ Covid-19 นอกประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมายังทวีคววามรุนแรงมาต่อเนื่อง

 

             

สำหรับกำไรสุทธิที่เติบโตดี บริษัทให้เหตุผลว่า เกิดจากการบริหารวิกฤติเชิงรุกและการปรับตัว โดยเน้นกลุ่มสินค้าหลักและตอบสนองความต้องการของตลาดได้เร็ว สร้างความแข็งแกร่งด้านการขาย และควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิของ 9 เดือน ปี 2563 ที่ 2,654 ล้านบาท เติบโต 8.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตรากำไรสุทธิที่ 13.8% เพิ่มขึ้น 1% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ดันส่วนแบ่งตลาด เอ็ม-150 และซีวิท โตต่อเนื่อง 

             

นายธนา ไชยประสิทธิ์ รักษาการ CEO กล่าวว่า บริษัทยังครองความเป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ด้วยส่วนแบ่ง 54.4% โดย เอ็ม-150 ยังคงเป็นผู้นำตลาด ในขณะที่แบรนด์ ‘ซีวิท’ ยังคงเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มวิตามินซีที่ผู้บริโภคชื่นชอบในรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และมั่นใจในด้านคุณภาพ เพราะเป็นเครื่องดื่มวิตามินซีสูงรายแรก ที่พัฒนามาจากแบรนด์ของประเทศญี่ปุ่นในประเทศไทย ประกอบกับการเพิ่มไลน์การผลิตเครื่องดื่มวิตามิน ‘ซีวิท’ ได้เร็วกว่าแผนงาน ทำให้สามารถรองรับการขยายตัวต่อเนื่องของตลาดฟังก์ชันนอลดริงก์และตอบสนองความต้องการของตลาดได้มากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบัน ‘ซีวิท’ มีส่วนแบ่งตลาด 32.0% และช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดฟังก์ชันนอลดริงก์ในประเทศไทยอีกด้วย

 

สำหรับผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลนั้น ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ‘เบบี้มายด์’ ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์หลักของโอสถสภาที่ผู้บริโภคเลือกใช้ ประกอบกับการออกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เฮลตี้พลัส ที่มีการผสานเอสเซ้นส์ออร์แกนิค อโรเวล่า ซึ่งได้รับการรับรอง ECOCERT® ผ่านการทดสอบการระคายเคืองจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ ปราศจากสารเคมีอันตราย อาทิ วิปโฟมล้างมือ เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ และสเปรย์ทำความสะอาดพื้นผิวและของใช้สำหรับเด็ก จึงสามารถรักษาการเติบโตได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้สอดรับการซื้อสินค้าของผู้บริโภคผ่าน E-Commerce และการผสานกับช่องทางออฟไลฟ์ (ร้านค้าปลีกสมัยใหม่และร้านค้าปลีกทั่วไป) ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ OSP สามารถเข้าถึงครอบคลุมลูกค้าหลากหลายกลุ่มที่มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่แตกต่างกัน และมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับการบริหารจัดการภายใต้โครงการ Fit Fast Firm เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนโดยรวมซึ่งทำได้ดีกว่าแผนงาน รวมถึงการเริ่มเปิดดำเนินการโรงงานแห่งใหม่ในเมียนมาร์ ช่วยสนับสนุนอัตราการทำกำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี จึงส่งผลดีต่อภาพรวมการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม-กันยายน)

 

ทั้งนี้บริษัทฯ มีความพร้อมบุกตลาดอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4 การเพิ่มกำลังผลิตที่เสร็จสมบูรณ์ทั้งในประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ ทำให้มีความยืดหยุ่นและสามารถสนองตอบความต้องการของตลาดได้อย่างทันท่วงที

 

“การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก และการสร้างการเติบโต แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของโอสถสภาและประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เน้นความรวดเร็วและคล่องตัว ตลอดจนการรักษาคุณภาพของสินค้ามาอย่างยาวนานจนเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค ทั้งหมดนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการรับมือกับสถานการณ์ในครั้งนี้ และจะเป็นอาวุธสำคัญให้กับโอสถสภาต่อไปในอนาคต” นายธนากล่าว

 

ไฮซีซั่นหนุนไตรมาส 4/63 โตต่อเนื่อง

 

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ไตรมาส 3/63 กำไรสุทธิของ OSP ดีกว่าตลาดคาด 7% โดยยอดขายขยายตัว 4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มเครื่องดื่ม (สัดส่วน 86% ของยอดขาย) ที่เติบโต 6% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากตลาดเครื่องดื่มในประเทศ หนุนด้วยกลุ่มเครื่องดื่มซีวิตหลังเพิ่มกำลังผลิตเครื่องดื่มตั้งแต่ไตรมาส 2/63 ที่ผ่านมา ชดเชยเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศที่ชะลอตัวเล็กน้อย และเครื่องดื่มในเมียนมา (สัดส่วนไม่เกิน 10% ของยอดขาย) เผชิญการระบาดของ Covid-19 ตั้งแต่ ก.ย. 63 ทั้งนี้ แผนบริหารต้นทุนภายใต้โครงการ Fit fast firm ส่งผลให้ Gross Margin เพิ่มมาที่ 35.5% จาก 34.6% ในไตรมาส 3/62 ทำให้ภาพรวมกำไรปกติ 9 เดือนสูงขึ้น 7% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 70% ของประมาณการทั้งปี

 

ส่วนแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/63 คาดเติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากไตรมาส 3/63 และไตรมาส 4/62 เนื่องจากคาดการณ์ว่ายอดขายในไทยเข้าสู่ช่วง High Season ของบริษัทฯ รวมถึงคาดหวังกำลังซื้อในประเทศมีแรงหนุนจากโครงการคนละครึ่งของภาครัฐ ชดเชยยอดขายในเมียนมาที่มีสัดส่วนต่อยอดขายไม่สูงมาก ซึ่งเผชิญกับ Covid-19 รวมถึงการบริหารต้นทุนผ่านโครงการ Fit fast firm หนุน Gross Margin เพิ่มขึ้น โดยรวมคงประมาณการกำไรปกติปี 2563 ขยายตัว 14% จากปีก่อน เท่ากับ 3.6 พันล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง 12% ในปี 2564 (เป้าหมายบริษัทอยู่ที่ Double digit growth) มาอยู่ที่ 4 พันล้านบาท จากแนวโน้มยอดขายและมาร์จิ้นดีขึ้น

 

ผลตอบแทนรวมยังจูงใจให้ลงทุน

 

เมื่ออิง PER 30 เท่า ปรับไปใช้ มูลค่าพื้นฐานปี 2564 ที่ 41 บาท เพิ่มคำแนะนำจาก SWITCH เป็น ซื้อ จากพอร์ตสินค้ากระจายตัว พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างการเติบโตแม้อยู่ในสภาวะท้าทายและมีแนวโน้มต่อเนื่อง ตามกำลังซื้อที่กำลังฟื้นตัว พร้อมผลตอบแทนรวมราว 16%

             

ปี 2564 เป็นปีทองของ OSP

 

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า ฝ่ายวิจัยประเมินปี 2564 เป็นปีทองของ OSP โดยประเมินกำไรสุทธิที่ 4,299 ล้านบาท เติบโต 16% จากปีนี้ จากรายได้ทุกธุรกิจที่ขยายตัว โดยเฉพาะรายได้เครื่องดื่มในประเทศที่กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังกลับมาฟื้นตัว และรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตใหม่ของ C-Vitt ที่เพิ่มขึ้นเต็มปี สำหรับรายได้ต่างประเทศคาดขยายตัวต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมียนมาที่รับรู้กำลังการผลิตจากโรงงานเต็มปีเข้ามาหนุน gross profit margin ให้ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกันฝ่ายวิจัยคงราคาเป้าหมายปี 2564 ที่ 54 บาท อิง 2564 PER ที่ 38 เท่า โดยเชื่อว่าเป็นราคาที่เหมาะสม ซึ่งสะท้อนการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยคาดกำไรสุทธิปี 2562-2564 ของ OSP ยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ CAGR 14% ประกอบกับการลงทุนทั้งแนวตั้งและแนวราบจะหนุนกำไรให้เติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ ยังไม่รวมรายได้จากการลงทุนโรงงานผลิตและจำหน่ายขวดแก้วใน   เมียนมาในประมาณการ

 

นับเป็นหุ้นอีกตัวที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและสร้างการเติบโตท่ามกลางวิกฤติได้ดี หากดูข้อมูลจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรสุทธิของ OSP ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง สวนทางกับราคาหุ้นที่ยัง underperform ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (1 ม.ค. -11 พ.ย. 63) ราคาหุ้นยังติดลบ 10% หรือคิดเป็นระยะเวลา 3 เดือน (12 ส.ค.-11 พ.ย. 63) ราคาก็ยังติดลบราว 11.04%

Share: