ในอนาคตคงได้เห็น ‘วิวัฒนาการ’ ของเงิน…ในรูปแบบใหม่ๆ แน่นอน !!!

เมื่อพูดถึงคำว่า เงิน คงไม่มีใครที่สามารถปฎิเสธได้ว่าไม่รู้จักเป็นแน่ ทั้งนี้ก็เพราะเราทุกคนต่างก็ต้องใช้เงินเพื่อการดำรงชีวิตในแต่ละวันกันทั้งนั้น แต่พอจะทราบกันไหมครับว่า เงินที่เราใช้กันอยู่ทุกวี่ทุกวันนี้มีประวัติ และวิวัฒนการความเป็นมาอย่างไรบ้าง


“หากย้อนกลับไปในยุคสมัยโบราณที่เริ่มต้นจากสังคมที่พึ่งพาตนเอง แม้ว่ามนุษย์เราจะสามารถผลิตสิ่งของเครื่องใช้พื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของตนเองขึ้นได้ แต่ก็ใช่ว่า ทุกคนจะสามารถผลิตได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ตนต้องการ เนื่องจากแต่ละคนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ตลอดจนทรัพยากรที่แตกต่างกัน”


และเมื่อความเจริญเติบโตของสังคมมีเพิ่มมากขึ้น ความต้องการในข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นมากตาม จึงทำให้ต้องมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างกัน และกัน หรือที่เรียกกันว่า การแลกเปลี่ยนทางตรง (Direct Exchange) หรือ Barter Systemขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ชาวนาที่ผลิตข้าว แต่ต้องการเนื้อหมูเพื่อการบริโภค ก็ต้องนำเอาข้าวที่ตนเองผลิตได้นั้นไปแลกเปลี่ยนกับเนื้อหมูที่เจ้าของฟาร์มหมูมีอยู่นั่นเอง


อย่างไรก็ตาม ระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของโดยตรงนี้กลับมีปัญหาเกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความไม่สะดวกในการหาบุคคลที่มีความต้องการตรงกันในสิ่งของที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ ความไม่สะดวกในเรื่องของการกำหนดจำนวน หรือปริมาณในการแลกเปลี่ยนสิ่งของในแต่ละครั้ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย และความไม่สะดวกในการขนส่ง การเก็บรักษา ตลอดจนมาตรฐาน หรือคุณภาพของสินค้าที่นำมาใช้ในการแลกเปลี่ยนกัน

 


จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้มีการแสวงหาสิ่งต่างๆ เพื่อนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแทนระบบเดิม ซึ่งเรียกกันว่า การแลกเปลี่ยนทางอ้อม (Indirect Exchange) โดยเริ่มต้นจากการนำหนังสัตว์ (Leather) และเปลือกหอย (Cowries Shell) มาใช้ แต่ปัญหาที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ก็คือ ความไม่คงทน และมาตรฐานที่ยังไม่แน่นอนตายตัว


หลังจากนั้นจึงได้มีการคิดที่จะนำเอาสิ่งที่มีคุณสมบัติดีกว่ามาใช้ทำเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแทน โดยมีการนำโลหะมีค่าชนิดต่างๆ (Precious Metal) เช่น โลหะทองคำ โลหะเงิน หรือโลหะทองแดง มาหลอมเป็นเหรียญกษาปณ์ (Coin) รูปแบบต่างๆ ขึ้น และในยุคนี้นี่เองที่ได้มีการสันนิษฐานว่า เป็นต้นกำเนิดของคำเรียกของเงินในภาษาอังกฤษว่า Money


โดยเชื่อกันว่า มาจากรากศัพท์ในภาษาลาตินคือ Moneta ซึ่งเป็นพระนามของเทพธิดาองค์หนึ่งของชาวโรมันที่ชื่อ Juno Monetaอัครมเหสีของเทพเจ้า Jupiter จากการที่ชาวโรมันได้เคยตั้งโรงงานผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นในบริเวณพระวิหาร Capitoline Temple ของเทพธิดา Juno Moneta จึงทำให้มีการเรียกเงินตามพระนามของพระองค์นั่นเอง


อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในเวลาต่อมาปริมาณโลหะที่ถูกนำมาใช้ในการผลิตเหรียญไม่เพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งยังมีราคาสูงขึ้นมาก ประกอบกับความไม่สะดวกในการพกพาเงินที่ทำด้วยโลหะมีค่าดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้มีการผสมโลหะที่มีค่าน้อยกว่าลงไปแทน รวมถึงได้มีการพัฒนาเงินกระดาษ (Paper Money) หรือที่เรียกกันว่า ธนบัตร ขึ้นเพื่อความสะดวกในการใช้ และพกพาอีกด้วย โดยสันนิษฐานกันว่า ‘จีน’ เป็นประเทศแรกที่ผลิตเงินที่ทำขึ้นด้วยกระดาษนี้ขึ้น


แม้ว่าจะมีการใช้เหรียญกษาปณ์ และธนบัตรเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนกันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังคงมีการพัฒนาเงินในรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ค.ศ. 1950 นาย Frank McNamara ได้ร่วมมือกับนาย Ralph Schneider พัฒนาเงินพลาสติก (Plastic Money) ในรูปแบบของบัตรเครดิต (Credit Card) ขึ้นในชื่อว่า Diners Club Card”ซึ่งถือเป็นบัตรเครดิตใบแรกของโลกเพื่อใช้ในการซื้อสินค้า และบริการแทนการชำระด้วยเงินสด


“และในปี ค.ศ. 1967 ‘บัตร ATM (Automatic Teller Machine)’ ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยนาย Scot John Shepherd-Barron และใช้เป็นครั้งแรกโดย ‘ธนาคาร Barclays’ เพื่ออำนวยความสะดวกในการฝากถอนเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องทำธุรกรรมผ่านพนักงานธนาคารหน้าเคาน์เตอร์ จวบจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1987 บัตรเดบิต (Debit Card)’ ใบแรกของโลกก็ได้ถือกำเนิดขึ้นโดยธนาคาร Barclays เพื่อใช้ในการซื้อสินค้า หรือบริการโดยหักเงินออกจากบัญชีธนาคารของผู้ถือบัตรโดยตรง”


ต่อมาในปี ค.ศ. 1994 ระบบ ‘E-payment’ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดย ‘Standard Federal Credit Union’ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมซื้อขายออนไลน์ ล่าสุดในปี ค.ศ. 2009 ก็ได้มีการพัฒนาเงินสกุลดิจิตอล (Digital Money หรือ Crypto Currency) ที่เรียกว่า “Bitcoin” ขึ้นเป็นเงินสกุลดิจิตอลเหรียญแรกของโลก โดยผู้ที่ไม่ประสงค์ออกนาม แต่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto” เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่ไร้พรมแดน และส่งผลให้มีการพัฒนาเงินดิจิตอลในสกุลอื่นๆ เกิดขึ้นตามมาเป็นจำนวนมาก เช่น Libra, Ethereum และ Ripple เป็นต้น


แน่นอนว่า “เงิน” เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของมนษย์ และได้มีการพัฒนาขึ้นในรูปแบบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก และใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ ‘วิวัฒนาการ’ ของเงินคงจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ เชื่อแน่ว่าในอนาคต เราคงได้เห็นวิวัฒนาการของเงินในรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมากมายอย่างแน่นอนครับ!!!

Share: