COVID 19 กับสิทธิมนุษยชน 3

 

ใน 2 บทความที่แล้วได้นำเสนอบทบาท และมุมมองจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ภาครัฐฯ  และองค์การนายจ้าง บทความในตอนที่ 3 นี้ จะนำเสนอบทบาท และมุมมองจากผู้ประกอบการ และจากนักลงทุนสถาบัน


บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (
CPF)

 

บริษัทดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร โดยประกอบด้วยธุรกิจหลัก 3 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจเลี้ยงสัตว์ และธุรกิจอาหาร รวมทั้งประกอบกิจการค้าปลีกและร้านอาหาร บริษัทมีโรงงานอยู่ 17 ประเทศทั่วโลก และส่งออกอาหารไปยังประเทศที่ไม่มีฐานการผลิตอีกประมาณ 30 ประเทศทั่วโลก มีแรงงานและพนักงานรวมกันกว่า 100,000 คน

 

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) CPF GROUP มีนโยบายที่จะไม่ปลดคนออก ในขณะเดียวกัน บริษัทมีโปรแกรมสนับสนุนเพิ่มเติม อาทิ ให้สมาชิกในครอบครัวเข้ามาทำงานกับ CPF หรือการซื้อประกันให้กับพนักงานขายทั้งหมด เนื่องจากพนักงานขายต้องมีการติดต่อลูกค้าจำนวนมาก

  

CPF ตระหนักถึงหน้าที่การดำเนินการอย่างรับผิดชอบต่อสังคมไม่ใช่แค่การทำธุรกิจหรือกำไร โดยสิ่งที่ CPF ได้ทำในช่วง COVID-19 คือ การทำหน้าที่ผลิตอาหารให้เพียงพอให้ได้ และยังได้จัดทำ Video เพื่อกระตุ้นพนักงานให้ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบว่ามีผลอย่างไรต่อสังคม และยังกระตุ้นให้บริษัทอื่น ๆ เล็งเห็นถึงความรับผิดชอบที่มีต่อพนักงานของตนเองและสังคมด้วยอีกทางด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการเพิ่มความปลอดภัยและความสะอาดในสถานที่ปฏิบัติงานให้พนักงานและประชาชนมีความมั่นใจ

 

สำหรับกิจกรรมอื่น ๆ ในช่วง COVID มีดังนี้

 

การจัดส่งอาหารเซ็ตใหญ่เพื่อให้เพียงพอสำหรับผู้ที่เฝ้าระวังตนอยู่ในบ้าน ประมาณ 20,000 ครอบครัว

การจัดส่งอาหารให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ผ่านกระทรวงสาธารณสุข ประมาณ 200 โรงพยาบาล

จัดทำโปรแกรมส่งอาหารและปัจจัยที่จำเป็นให้ครอบครัวคุณหมอ พยาบาล ประมาณ 20,000 ครอบครัว

แจกอาหารให้ครอบครัวคลองเตยประมาณ 9,000 ครอบครัว โดยร่วมกับทหารในการแจกจ่าย

ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ออก Campaign กับ CPALL ทำแพคอาหารกล่องราคาพิเศษ ประมาณ 4 ล้านแพค ช่วงระยะเวลาประมาณ 1 เดือน

จัดสรรไข่ทั้งหมดที่ 7/11 และ Makro ให้ทุกคนสามารถซื้อไข่ได้ โดยจำกัดในปริมาณที่เหมาะสมต่อคน

ร่วมกับกระทรวงการเกษตร และกทม. ทำ Food Truck แจกอาหารกลางวัน ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

 

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข) ในฐานะกองทุนเงินออมระยะยาว  ให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (Responsible Investing) โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมภิบาล รวมถึงสิทธิมนุษยชน (Environmental, Social, Governance & Human Right)  การทำหน้าที่ผู้ถือหุ้นที่มีความรับผิดชอบ (Active Ownership) ของ กบข. ผ่านการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกิจการเพื่อออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้น และการเข้าหารือ (Engagement) กับบริษัทที่ กบข. ลงทุนในประเด็นต่าง ๆ  เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนอย่างรับผิดชอบ 

 

โดยในเดือนกันยายน และตุลาคมที่ผ่านมา กบข. ได้เข้าหารือกับ บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป และบมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในประเด็นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน สิทธิมนุษยชน และการดำเนินงานของบริษัทในช่วงแพร่ระบาดของไวรัสโควิด โดยพบว่าทั้ง 2 บริษัทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดที่แตกต่างกันในระยะสั้น แต่ในขณะเดียวกัน ทั้ง 2 บริษัท มีการบริหารจัดการด้านแรงงาน และสิทธิมนุษยชนที่ดีตามแนวทางสากล รองรับแนวทางการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

 

บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU)

  

บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง และจัดเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด โดยผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2563 มียอดขายเพิ่มขึ้น +4.2%  โดยมาจากยอดขายอาหารทะเลกระป๋อง +16.5% อาหารทะเลแช่แข็ง -9.9% จากพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคที่ปรับตัวตามสถานการณ์โควิด  โดยในเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา บริษัทพบพนักงานในโรงงานในเครือที่ประเทศกานาติดเชื้อไวรัสโควิด บริษัทจึงได้ทำการปิดโรงงานดังกล่าว เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ พร้อมทั้งดำเนินการสอบสวนและกักตัวผู้ที่มีความเสี่ยงในการสัมผัสผู้ติดเชื้อ จากการดำเนินการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ บริษัทสามารถดำเนินการเปิดโรงงานทีละส่วนจนสามารถดำเนินการผลิตได้เต็มกำลังอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 

 

บริษัทมีการกำหนดจรรยาบรรณธุรกิจและแนวปฏิบัติด้านแรงงาน (code of conduct) ที่เข้มงวด ซึ่งมุ่งส่งเสริมการเพิ่มระดับความรับผิดชอบและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานของบริษัท ทั้งพนักงานของบริษัท บริษัทย่อย และผู้ประกอบการคู่ค้าของบริษัทในทุกผลิตภัณฑ์ – รวมถึงผู้ที่อยู่ในธุรกิจประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและแหล่งจัดซื้อทั่วไปของบริษัท เพื่อเป็นการยกระดับการดำเนินงานของทั้งกลุ่มให้ได้ตามมาตรฐานสากล รวมทั้งมีกระบวนการตรวจสอบผู้ประกอบการคู่ค้าเพื่อให้มั่นใจว่าได้มีการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ ซึ่งอาจมีการจัดฝึกอบรมเพื่อปรับปรุง หรือยกเลิกการทำธุรกิจร่วมกัน หากมีความจำเป็น

 

บริษัทจัดเป็นต้นแบบในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ในเรื่องของมาตรฐานด้านแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Labor Standards) และได้รับการจัดอันดับคะแนน 8 จาก MSCI ในมิติดังกล่าว (8/10)  ทั้งนี้บริษัทได้รับการยกย่องโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงยุติธรรม ให้เป็นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน รางวัลดีเด่นประจำปี 2563 ในประเภทองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ดำเนินงานโดยให้ความสำคัญในประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแบบอย่างที่ดี สามารถถ่ายทอด และขยายผลต่อยอดไปยังองค์กรอื่น ๆ ในการเสริมสร้างสังคมแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน

Share: