วิเคราะห์ PTT เมื่อยักษ์ใหญ่พลังงาน เดินหน้าสู่อุตสาหกรรมการแพทย์

เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีมติอนุมัติให้จัดตั้งบริษัทอินโนบิก (เอเชีย) จำกัด ซึ่งเป็นการถือหุ้น 100% ผ่านทางบริษัทปตท. โกลบอล แมเนจเมนท์ จำกัด (PTTGM) โดยมีฐานะเป็นบริษัทย่อยของ PTT ด้วยทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท และอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 2,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนของกลุ่ม ปตท. ตามกลยุทธการการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า New S-Curve: Life Science อาทิ ธุรกิจยา ธุรกิจ Nutrition ธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ พร้อมทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพความสามารถของ ปตท.ในด้านLife science และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ เมื่อนักลงทุนหลายท่านได้เห็นประโยคข้อความดังกล่าวคงจะอดสงสัยกันไม่ได้ใช่มั้ยว่า PTT ที่เป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานไทยของประเทศไทยจะกระโดดก้าวเข้าสู่เวทีผู้ผลิตยาได้อย่างไร และคงจะต้องจับตาดูว่าธุรกิจนี้จะช่วยสร้างผลประโยชน์ให้กับ PTT ได้มากน้อยแค่ไหน


บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด  มองว่าเป็นบวกในระยะยาวกับ PTT เนื่องจากธุรกิจยา Nutrition และอุปกรณ์การแพทย์มีแนวโน้มดี เพราะมีอุปสงค์ในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากสังคมสูงวัยที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และไทยเป็นประเทศแรกๆในภูมิภาคเอเชียที่เข้าสู่สังคมสูงวัย นอกจากนั้นในปัจจุบันคนให้ความสำคัญกับอาหารและสุขภาพมากขึ้นด้วย จึงยังคงคำแนะนำซื้อ PTT ให้ราคาพื้นฐาน 43 บาท


ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่าการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อเข้าสู่ธุรกิจทางการแพทย์เป็นการรองรับการลงทุนธุรกิจใหม่ New S-Curve ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของเครือ PTT ที่ต้องการขยายการลงทุน และปรับตัวให้เข้ากับ


เทรนด์พลังงานของโลก และเข้าสู่ธุรกิจใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามจะต้องรอดูว่าการลงทุนในธุรกิจดังกล่าวจะเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมยาถือว่ามีมาร์จิ้นที่สูงกว่าธุรกิจน้ำมันแน่นอน

 

 

เข้าซื้อหุ้นบ.ย่อย GPSC

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT  เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. ได้มีมติอนุมัติการซื้อหุ้นบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด หรือ GRP (บริษัทย่อยที่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ถือหุ้น 100% จาก GPSC จำนวนประมาณ 4.655 ล้านหุ้น คิดเป็น 50% ของทุนจดทะเบียน โดยดำเนินการผ่านบริษัทย่อยของ ปตท. คือ บริษัท ปตท. โกลบอล แมนเนจเม้นท์ จำกัด หรือ PTTGM  มูลค่ารายการรวมทั้งสิ้นประมาณ 693 ล้านบาท


โดยการร่วมทุนดังกล่าวเป็นอีกก้าวของการยกระดับความร่วมมือตามกลยุทธ์ Powering Thailand’s Transformation  ซึ่งมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสีย และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างบริษัทในกลุ่ม ปตท. รวมถึงสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของกลุ่ม ปตท. ในการเป็นผู้นำในด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานสะอาด อีกทั้งเพื่อให้กลุ่ม ปตท. บรรลุเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 8,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 และเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนของกลุ่ม ปตท. ในอนาคต นับเป็นการรวบรวมบุคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน จากทั้ง ปตท. และ GPSC มาดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ รวมไปถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นำไปสู่การพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไป 


นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียน ที่จะนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และโอกาสในการขยายโครงการใหม่ๆ ในระดับสากล รวมทั้งส่งผลให้ GPSC สามารถบริหารจัดการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเงินทุนเพื่อใช้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ ตามเป้าหมายการเติบโตของบริษัท ที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลัก และพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ


รวมทั้ง GPSC ยังคงเป็นแกนนำนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าที่ยั่งยืนของของกลุ่ม ปตท. โดยปัจจุบัน GRP ลงทุนในธุรกิจผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และดำเนินธุรกิจบริหารและการบำรุงโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) จำนวน  9 โครงการ ตั้งอยู่ในพื้นที่ จังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี พิจิตร และ ขอนแก่น มีกำลังการผลิต 39.5 เมกะวัตต์ โดยมีสัญญาการซื้อขายไฟเป็นระยะเวลา 25 ปี แบ่งเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder ในอัตรา 8 บาทต่อหน่วย (สำหรับช่วง 10 ปีแรกของสัญญา) ในสัดส่วน 3.6 เมกะวัตต์ และ สัญญาในรูปแบบ Feed-in Tariff หรือ FiT อัตรา 5.66 บาทต่อหน่วย ในสัดส่วน 35.9 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าทั้งหมดมีการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ไปแล้วตั้งแต่ปี 2557 – 2558

Share: