รู้หรือไม่ว่า... “ความเสี่ยงที่เป็นระบบ” ไม่หายไปด้วย ‘การจัดสรรเงินลงทุน’ ?

ในช่วงวิกฤติบ่อยครั้งที่นักลงทุนพบว่า...สินทรัพย์ในพอร์ตต่างพากันปรับตัวลงโดยพร้อมเพรียง แม้ว่าจะมี ‘การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)’ ไปตามตำราว่าไว้แล้วก็ตาม


หรือทฤษฎีเรื่องการกระจายความเสี่ยงจะเป็นเรื่องลวงโลก ใช้จริงไม่ได้ผลหรือป่าว?


คำตอบ คือ ไม่ใช่ !!!


เพียงแต่การกระจายความเสี่ยงไม่สามารถขจัด ‘ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk)’ ที่กระทบไปทุกกิจการอย่างทั่วถึงเท่านั้นเอง ยังไง...ความเสี่ยงนี้ก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะใน ‘ช่วงวิกฤติ’


หนทางรอดและหนทางที่ดีที่สุดในการลงทุนของคุณ ยังคงแนะนำให้กระจายความเสี่ยงอยู่นั่นเอง


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจในเรื่องนี้มาฝากกัน

 

 

“บริหารความเสี่ยง” ด้วยการ ‘กระจายการลงทุน’

“ความเสี่ยง” อยากให้มองเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ไม่เฉพาะแค่เรื่องของ ‘การลงทุน’ เท่านั้น ในโลกของการลงทุนเอง ‘ความเสี่ยง’ เป็นอีกด้านของเหรียญของ ‘ผลตอบแทน’ ที่จะมาคู่กัน จนมีคำกล่าว่า...การไม่ลงทุนในอะไรเลย ก็ถือเป็นความเสี่ยงเช่นกัน ไหนๆ ก็เลี่ยงไม่ได้...ก็ ‘บริหารจัดการความเสี่ยง’ น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดแล้ว


คำแนะนำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกและนักลงทุนสถาบันชั้นนำของโลกและของไทยต่างใช้กันนั่น คือ “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” นั่นเอง หรืออย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน เพราะถ้าตะกร้าใบหนึ่งแตก ก็ยังมีไข่ในตะกร้าใบอื่นหรืออยู่ แต่ถ้าคุณใส่ไว้รวมกันในตะกร้าใบเดียว ถ้าตะกร้าตกลงพื้นไข่ในตะกร้าของคุณจะแตกเสียหายไปหมดนั่นเอง

 

 

“แล้วทำไมในบางจังหวะของการลงทุน เช่น ช่วงวิกฤติ มักพบปรากฏการณ์ทุกตะกร้าแดงเดือดไปพร้อมๆ กัน แบบนี้ผิดป่าว คำตอบคือ ไม่ผิด เพราะ ‘ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk)’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ เป็นต้น จะไม่หมดไปด้วยการกระจายความเสี่ยง เช่นวิกฤติ COVID-19 ที่ผลกระทบไปทั่วถึงทุกกิจการและทั่วโลก เป็นต้น”


แต่คุณจะพบว่า...ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละประเทศและแต่ละกิจการ ‘มาก-น้อย’ แตกต่างกันไป ในบางธุรกิจกลับได้รับผลกระทบในเชิงบวกด้วย และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมจึงยังแนะนำให้กระจายความเสี่ยงในการลงทุนอยู่นั่นเอง เพราะการกระจายการลงทุนช่วย ‘ลดความเสี่ยง’ ในส่วนของ ‘ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk)’ ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะกิจการหรืออุตสาหกรรมได้นั่นเอง


“คุณกระจายความเสี่ยงก็จะช่วยลดผลกระทบในส่วนของความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบให้ลดลงได้นั่นเอง แต่ในภาพรวม (Total Risk) แล้ว เราก็ยังคงเผชิญกับความเสี่ยงอยู่นั่นเอง เพราะยังมีความเสี่ยงที่เป็นระบบที่ขจัดให้หมดไปไม่ได้อยู่ แต่ทุกวิกฤติก็จะฟื้นตัวกลับมาได้ด้วยตัวของมันเอง เหมือนทุกวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ซึ่งเราตระหนักว่าในที่สุดมันก็จะต้องฟื้นกลับมาแน่นอน แค่เมื่อไรเท่านั้นเอง จริงมั้ย?”

 

 

“กองทุนรวม” ก็มีความเสี่ยง...ตาม ‘สินทรัพย์ที่ลงทุน’

“กองทุนรวม” เองก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยความเสี่ยงของกองทุนรวมนั้นขึ้นกับสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นๆ เข้าไปลงทุนเป็นสำคัญ อย่าเข้าใจผิดว่า...ลงทุนผ่าน ‘กองทุนรวม’ แล้ว ขาดทุนไม่ได้นะ ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจด้วยเช่นกัน


แต่กองทุนรวมถือเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ตอบโจทย์นักลงทุนทั่วไปได้เป็นอย่างดี...


“รู้หรือไม่ว่า...อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนส่วนใหญ่มาจากความสามารถใน ‘การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)’ เป็นหลักกว่า 94% มากกว่าที่จะมาจาก ‘การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ลงทุน’ และ ‘การจับจังหวะตลาด’ ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 4% และ 2% ตามลำดับเท่านั้น”


ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนควรทำที่สุด คือ การจัดสรรเงินลงทุนของตัวเองนั่นเอง ว่าในเงิน 100 บาทนั้น จะแบ่งไปลงทุนในหุ้นกี่บาท ตราสารหนี้กี่บาท แล้วค่อยไปเลือกว่าในแต่ละสินทรัพย์จะลงทุนในกองทุนอะไรดี แล้วค่อยหาจังหวะลงทุนให้เหมาะสมเท่านั้นเอง


แม้ว่า “ความเสี่ยง” จะไม่สามารถขจัดให้หมดไปได้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว เพราะเราสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงผ่าน ‘การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)’ ได้ ถ้าวิกฤติเกิดขึ้นหุ้นลง -50% พอร์ตที่มีการกระจายสินทรัพย์อย่างเหมาะสม ก็คงไม่ลง -50% แน่นอน นั่นคือสิ่งที่คุณสามารถวางใจได้ (แต่ต้องกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมนะ)

Share: