WHA-AMATA เปิดประตูนิคม กางแขนรอรับนักลงทุนต่างชาติ

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ผู้นำ 15 ประเทศได้ร่วมลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) หรือ อาร์เซ็ป ซึ่งเป็นความตกลงทางการค้าเสรี ด้วยการเปิดเสรีการค้าสินค้า การบริการ การลงทุน ทั้งนี้ถือเป็นข้อตกลงทางกาค้าที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เพราะครอบคลุมในกลุ่ม 10ประเทศอาเซียน รวมถึงกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมลงข้อตกลงในการค้านี้ที่ไม่ได้มีแค่ในอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทั้งนี้กลุ่มประเทศดังกล่าวที่มีจำนวนประชากรรวมกัน 2,000ล้านคน โดยการลงนามในครั้งนี้สามารถช่วยให้ประเทศไทยเปิดตลาดการค้าการลงทุนได้กับอีก 14 ประเทศ ครอบคลุมในหลายเรื่องอาทิ สินค้าทางการเกษตร สินค้าประมง สินค้าในหมวดอุตสาหกรรม เช่นเคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ จักรยานยนต์ ธุรกิจการแพทย์ และการค้าปลีก 

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าข้อดีหลักของ RCEP คือ ทำให้ภาพของ Regionalization เข้ามาทดแทนการเสื่อมถอยของ Globalization ได้ถูกจังหวะเวลา เพราะช่วงที่ผ่านมา การค้าระดับโลกถูกกดดันทั้งจาก Trade War และ COVID-19 และจะทำให้มูลค่าการค้าในกลุ่ม RCEP เร่งตัวขึ้นในระยะยาว แต่ผลกระทบเชิงบวกต่อ GDP ในช่วงแรกอาจไม่มาก เพราะสินค้าส่งออกของไทยไปกลุ่ม RCEP ส่วนใหญ่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่าน FTA และ ASEAN+1 อยู่แล้ว อีกทั้ง อินเดียที่เป็นตลาดใหญ่และเป็นช่องทางในการเปิดตลาดไปเอเชียใต้ ยังไม่เข้าร่วมในรอบนี้

             

ขณะที่ถ้าพิจารณาจากข้อตกลงทั้ง 20 บท จะเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกด้านการค้าเป็นหลัก ส่วนเรื่องของภาษียังให้ยึดหลักของ WHO คือให้แต่ละประเทศสามารถใช้กลไกเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดได้ นั่นหมายความว่า ถ้ายังไม่มีการยกเลิกกีดกันสินค้าที่มีความอ่อนไหวระหว่างประเทศ มูลค่าการค้าระหว่างกันอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง แต่จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามการปรับเปลี่ยนเส้นทางการค้าเข้ามาในกลุ่ม RCEP มากขึ้นเรื่อยๆ

 

สำหรับความร่วมมือด้านบริการที่น่าสนใจคือ การยกระดับการสื่อสารระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว ขนส่งและโลจิสติกส์ การเงินและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งถ้าพิจารณาในแง่ของศักยภาพในการแข่งขัน กลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง ดูจะเป็น 2 กลุ่มที่ได้รับผลดีมากที่สุด ยานยนต์ ปิโตรเคมี ท่องเที่ยว เกษตรอาหาร และนิคมฯ เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ จากการประเมินผลกระทบเบื้องต้น เราอิงจากกลุ่มที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูง ซึ่งวัดจากดุลการค้าที่เป็นบวก และเป็นกลุ่มที่ประเทศคู่ค้านอกอาเซียนให้ความสนใจในการขยายฐานการผลิตสินค้าหรือบริการมายังประเทศไทย ซึ่งได้แก่กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ปิโตรเคมี ท่องเที่ยว เกษตรอาหาร ค้าปลีก และคาดว่าผลต่อเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น จะเป็นบวกทางอ้อมต่อกลุ่มนิคมฯ โรงไฟฟ้า และขนส่ง

             

ส่วนหนึ่งที่ต้องจับตามองและหยิบยกมาเป็นประเด็นเล่าต่อว่า ข้อตกลงทางการค้านี้รวมถึงการค้าและการลงทุนอยู่ด้วย และการลงทุนบ้างส่วนให้น้ำหนักไปในด้านของสินค้าหมวดอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งประเทศไทยเป็นฐานการผลิต และมีความสามารถเพียงพอที่จะผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ หรือวัสดุสินค้าเคมีภัณฑ์ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งที่รองรับ แต่อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมากลุ่มนิคมอุตสาหกรรมของไทยหลายแห่งได้รับผลกระทบจากการที่นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ที่หลายๆคนคงรู้กันดีกว่าแต่ละประเทศต่าง LockDown ห้ามการเข้าออกระหว่างประเทศ จึงส่งผลให้ยอดขายที่ดินในนิคมฯต้องชะลอการขายออกไปบางนิคมฯก็ไม่รู้ว่าลูกค้าจะกลับมาพื้นที่ในนิคมฯของไทยอีกหรือไม่ เพราะฐานรายได้จากแรงงานประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีราคาที่ถูกกว่า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของนักลงทุนลดลง แต่อย่างไรก็ตามการลงนามในครั้งนี้ประเทศไทยหวังว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นการเปิดค้าสินค้า การลงทุนได้ไม่มากก็น้อย

             

ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ต่างได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัส ส่งผลให้ยอดขายที่ตกไม่ถึงเป้า จนทำให้ทั้ง AMATA และ WHA ต้องปรับเป้าหมายยอดขายที่ดินในปีนี้ลงเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง แล้วปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยตั้งเป้าหมายกันอีกครั้งว่าจะมีกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติและอยู่ร่วมกับมันได้อย่างไร แต่กระนั้นเองก็มีปัจจัยบวกที่อาจจะพอส่งผลดีให้กับหุ้นกลุ่มนิคมฯได้บ้างคือการที่บริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐ 2 รายและของเยอรมนี ที่ได้ผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิดออกมาได้ผลดีกว่าที่คาด ดังนั้นจึงเป็นที่โล่งใจได้ว่าในอีกไม่ช้า เราจะได้รับโดสยาวัคซีนและจะได้เดินทางไปต่างประเทศท่องเที่ยว หรือเจรจาการค้าการลงทุนกันได้ อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกส่วนหนึ่งมาจากการการลงนามข้อตกลง RCEP ในครั้งนี้กลุ่มนิคมฯก็ถือเป็นกลุ่มหนึ่งที่พลอยจะได้รับอานิงส์ดังกล่าวไปด้วย

 

             

ทางด้านบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ปีนี้จะเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปีของ WHA และคาดว่าในปี 64 กลับมาฟื้นตัวสูงเมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลาย เริ่มอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาได้ และจากกระแสการย้ายฐานการผลิต เพราะมีเรื่องสงครามการค้า ก็จะสนับสนุนยอดขายปี 64 ให้เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี ตามสมมุติฐานฝ่ายวิเคราะห์มองว่า WHA จะขายที่ได้ 715 ไร่ และที่เวียดนามผ่อนคลายเรื่องโควิด-19 มากกว่าไทย ยอดขายจึงน่าจะไปได้ดี อีกทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจ (EEC) จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ซึ่ง WHA มีนิคมฯในเขต EEC อยู่เป็นจำนวนมากอยู่ที่ 12,000 ไร่

             

ทั้งนี้ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น "ซื้อ" จากเดิม เต็มมูลค่า (Fully Valued) เพราะราคาหุ้นปรับตัวลงจนต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ 3.11บาท ซึ่งคิดเป็นส่วนลด 25% จาก NAV ที่มีอยู่ ปัจจัยบวกไตรมาส 4/63 คือ บาทกลับมาแข็งค่า จะทำให้โรงไฟฟ้ากลับมามีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมาก รวมทั้งเงินลงทุนที่ถือใน WHAUP, HREIT,WHART, HPF ต่างปรับตัวเพิ่มดี สำหรับอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนสิ้นไตรมาส3/63 อยู่ที่ระดับ 1.2 เท่า อาจจะดูสูงพอควร แต่อยู่ในช่วงการขยายงานอย่างต่อเนื่อง และจากการบริหารจัดการที่ดี ก็คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่จะรอดในวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างแข็งแกร่ง

             

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) จำกัด ยังคงคงคำแนะนำ ซื้อ เพราะภาพรวมกำไรปกติ ในไตรมาส4/63 คาดเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เพราะส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมค้าที่ดีขึ้น และคาดในไตรมาส4/63 จะโอนที่ดินได้ประมาณ 100 ไร่ มากกว่าไตรมาส 3/63 ที่โอนเพียง 70ไร่ อีกทั้งรายได้จากการขายน้ำจะดีขึ้น จากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเปิดดำเนินงานตามปกติ สำหรับกำไรปกติ ปี 63-64 คาดเติบโตเฉลี่ย 21% ต่อปี นอกจากนี้ปัจจุบันราคาหุ้น AMATA ซื้อขายที่ PBV 1.07 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเดิม ที่ 1.59เท่า และกลุ่มนิคมที่ 1.96เท่า

             

Share: