รู้หรือไม่ว่า...10 เดือนแรกปีนี้ มี ‘กอง LTF’ ที่มีผลตอบแทนเป็น ‘บวก’ เพียง 4 กองเท่านั้น ?

แม้ปีนี้ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” จะไม่มีประโยชน์ทางภาษีให้แล้วก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นกองทุนขวัญใจมหาชนกองทุนหนึ่งเลยทีเดียว

           

ผู้ที่ยังคงลงทุนอยู่ก็ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ถือครบตามเงื่อนไขและยังไม่ครบก็ตาม สำหรับคนที่ครบเงื่อนไขและสามารถขายได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ขาย ก็คง ‘เสียดาย’ ไปตามๆ กัน เพราะภาพในปัจจุบันกับสิ้นปี2019 ดูต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว

           

ปีที่แล้ว SET TRI +4.29% กอง LTF ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.27% มีกอง LTF ที่มีผลตอบแทนเป็นบวก 73 กอง จาก 91 กอง คิดเป็น 80.22%

           

แต่ 10 เดือนแรกของปี20 นี้ SET TRI -22.00% กอง LTF ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -20.76% แต่มีกองที่มีผลงานเป็นบวกเพียง 4 กอง จาก 83 กอง คิดเป็นสัดส่วน 4.82% เท่านั้น !!!

           

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจของ ‘กอง LTF’ ใน 2 ช่วงเวลานี้มาฝากกัน

 

“กอง LTF” ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ยังเป็นบวก...แต่หายไป 6% ต่อปี

         

ปี 2020 นี้ ถือเป็นปีที่ทั่วโลกไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดวิกฤติ COVID-19 ที่ลุกลามไปทั่วโลกเกิดขึ้น จนกดให้ตลาดหุ้นในช่วงต้นปีดำดิ่งทิ้งตัวโดยพร้อมเพรียง แม้จะมีการดีดกลับขึ้นมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่สำหรับ “ตลาดหุ้นไทย” เอง เรียกว่า...ยังคงบอบช้ำ 10 เดือนที่ผ่านมา SET TRI -22.00% เป็นเหตุผลหลักที่สำคัญที่ฉุดผลตอบแทนของกลุ่ม ‘กอง LTF’ ในปีนี้แดงเดือดไปตามๆ กัน

           

“มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกอง LTF ณ สิ้นต.ค.20 อยู่ที่ 303,499.02 ล้านบาท หายไปจากสิ้นปี19 กว่า 102,916.97 ล้านบาท หรือลดลง 25.32% วูบหนักกว่าตลาดหุ้นไทยที่ปรับลดลงเสียอีก ส่วนหนึ่งเพราะมีเงินทุนไหลออกสุทธิด้วยบางส่วนในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง”

 

                              

 

           

ผลกระทบที่ตามมาทันตาเห็นที่นักลงทุนใน ‘กอง LTF’ สามารถสัมผัสได้นั่นก็คือ ‘ผลตอบแทนที่หายไป’ นั่นเอง โดยผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี (ณ 31 ต.ค. 20) อยู่ที่ 3.21% ต่อปี ในขณะที่สิ้นปี2019 ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 9.21% ต่อปี หรือหายไป 6.0% ต่อปี เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามยังสะท้อนว่าการลงทุนระยะยาวในหุ้นนั้นยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นอยู่นั่นเอง จากข้อมูลดังกล่าวผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ของ ‘กอง LTF’ ยังคงเป็น ‘บวก’ อยู่เช่นเดิม

           

 

“แต่ภาพที่เปลี่ยนไปชัดเจน คือ ผลตอบแทนย้อนหลังในช่วงเวลาก่อนหน้า ในขณะที่ปี2019 เป็นบวกในทุกช่วงเวลา ย้อนหลัง 5 ปี +2.94% ต่อปี, ย้อนหลัง 3 ปี + 2.32% ต่อปี และย้อนหลัง 1 ปี 2.27% ต่อปี ต่างกับสิ้นต.ค. 20 ที่ผลตอบแทนในช่วงก่อนหน้า ‘ติดลบ’ ทุกช่วงเวลา ย้อนหลัง 5 ปี -1.45% ต่อปี, ย้อนหลัง 3 ปี -10.11% ต่อปี, ย้อนหลัง 1 ปี -22.09% ต่อปี และ YTD -20.76% จึงไม่น่าแปลกใจว่าใครถือ ‘กอง LTF’ อยู่ คงได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน มากน้อยแตกต่างกันไปเท่านั้นเอง”

 

“กอง LTF” ที่โฟกัส ‘หุ้นขนาดกลาง-เล็ก’...ติดทำเนียบ Top 5 ถึง 4 อันดับ

         

มาดู Top 5 ‘กอง LTF’ ในปี19 กับปี 20 จะพบว่า...หน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมไม่มากนัก โดยในปี19 นั้น ที่อยู่ในทำเนียบ Top 5 จะอยู่ในกลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็กและหุ้นปันผลเป็นหลัก มาในปี20 นี้ชัดเจนว่าเป็นกลุ่ม ‘หุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ ที่พาเหรดเข้ามาอยู่ใน Top 5 ใน 4 อันดับแรก และมีกลุ่ม ‘หุ้นขนาดใหญ่’ หลุดเข้ามาปิดท้ายอันดับที่ 5 (หากนับข้อมูลถึง 13 พ.ย. 20 กอง LTF ที่มีผลงานเป็นบวก จะเพิ่มเป็น 5 กองทุน)

         

โดย ‘กอง LTF’ ที่มีผลงานดีสุดในทั้ง 2 ปี เป็นกองเดียวกันของ “บลจ.แอสเซท พลัส” ได้แก่ ‘กองทุนเปิดแอสเซทพลัส สมอล เเอนด์ มิด เเคป อิควิตี้ หุ้นระยะยาว (ASP-SMELTF-T)’ ด้วยผลตอบแทน 13.33% ในปี19 และ YTD ปี20 ที่ 12.87% (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พ.ย. 20)

 

                                               

 

             

สำหรับหุ้นที่ ‘กอง ASP-SMELTF-T’ ลงทุนมากที่สุด 5 อันดับแรก (ณ วันที่ 30 ต.ค. 20) ได้แก่

                       

1.JMT (บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส)          8.21%

2.WICE (บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์)                               5.06%

3.STGT (บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ปทท.))                      4.29%

4.RBF (บมจ.อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย)                4.24%

5.TU (บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป)                                 3.41%

         

ทั้งนี้ พบว่า พฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนใน ‘กอง LTF’ ส่วนใหญ่นั้น จะขายเมื่อมีกำไรจากการลงทุน (ในกรณีที่จะขาย) และผู้ที่ลงทุนมานานจนครบเงื่อนไขมานานแล้วมีกำไร ส่วนใหญ่ก็ยังคงพอใจที่จะลงทุนต่อไป ปัจจุบันก็มีการแบ่ง Class กองทุน LTF ไว้เพื่อรองรับการลงทุนทั่วไปที่ไม่มีประโยชน์ทางภาษีแล้วด้วย ดังนั้นในแง่ของความผันผวนของเม็ดเงินเองจึงไม่น่ากังวลแต่ประการใด เหมือนตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั่นเอง”

           

มองไปข้างหน้าจากจุดนี้ พัฒนาการของวัคซีน COVID-19 ก็ดีขึ้นตามลำดับ ทุกสถาบันต่างมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปีหน้าว่าดีกว่าปีนี้ “ตลาดหุ้นไทย” ก็คงเช่นเดียวกัน อย่าลืมว่าการลงทุนระยะยาวในหุ้นยังเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นโดยเปรียบเทียบอยู่นั่นเอง ‘ผลตอบแทนที่เคยหายไป’...ก็น่าจะตีตื้นกลับมาได้ในอนาคตข้างหน้าเช่นเดียวกัน         

 

Share: