MINT สรุปแล้วควรซื้อหรือขาย? เมื่อนักวิเคราะห์เสียงแตก!

ยังคงเป็นคำถามที่นักลงทุนสงสัยกันอยู่ว่าราคาหุ้นของบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ถึงเวลาที่ควรจะเข้าซื้อเพื่อรอการฟื้นตัวในอนาคต หรือควรที่จะขายเพื่อปรับพอร์ตไปเก็งกำไรในหุ้นตัวอื่น ที่คาดว่าน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยหากมองย้อนหลังไปในช่วงเฉลี่ย 5 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น MINT ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำนิวไฮในรอบ 5 เดือน ฟื้นตัวขึ้นตอบรับข่าวการผลิตวัคซีนของบริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่จากทางฝั่งสหรัฐฯ นั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนคิดว่าคือแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้กับหุ้น MINT แล้ว แต่ในทางตรงกันข้ามผลประกอบการในช่วงที่ต้องเผชิญกับไวรัสโควิด 19 ก็ส่งผลให้ MINT มีผลประกอบการที่ขาดทุนไปแล้วกว่า 15,000 ล้านบาท แล้วคำถามต่อมาอีกคือเมื่อมีวัคซีนแล้ว MINT จะมีความสามารถพลิกกลับมามีกำไรเป็นปกติ และราคาหุ้นจะกลับมายืนอยู่ในระดับเฉลี่ย 40-45 บาทได้อีกครั้งหรือไม่

             

วันนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทนมาหาคำตอบว่าสถานการณ์แบบนี้ ควรจะพิจารณาลงทุนอย่างไรกับหุ้น MINT ก่อนอื่นเลยขออนุญาตเล่าย้อนความไปในช่วงไตรมาส1/63 หลัจากที่ MINT ประกาศว่าจะต้องปิดการให้บริการโรงแรมในสเปน โรงแรมหลายแห่งได้รับผลกระทบ จึงทำให้ MINT เสมือนขาดสภาพคล่องจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียน เพื่อใช้เป็นกระแสเงินหมุนเวียนภายในบริษัทในช่วงที่ยังไม่รู้ว่าธุรกิจจะกลับมาเปิดให้บริการได้เมื่อไหร่ โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติเพื่อขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้น เรื่องการเพิ่มทุนจดทะเบียน และการแจกวอแรนท์ ( Warrant ) ให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่ง MINT ระบุว่าแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินมูลค่ารวมประมาณ 25,000 ล้านบาท ในครั้งนี้ ถือเป็นแผนเบ็ดเสร็จในครั้งเดียว ทำให้ฐานะการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้นและเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงรองรับการฝ่าวิกฤติโควิด-19 โดยไม่จำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มอีกในช่วง 2 ปีข้างหน้า  

             

มาถึงจุดที่นักลงทุนจะต้องคลายข้อสงสัยกันแล้วว่าจะควรจะเข้าลงทุน หรือหากถือหุ้นอยู่ถึงเวลาที่จะขายออก Wealthy Thai รวบรวมคอมเม้นท์นักวิเคราะห์หลายแห่งมาให้รับทราบ โดยนักวิเคราะห์ จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำให้ "ขาย" โดยมองว่าราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นมาในช่วงหลังแพงเกินพื้นฐานไปมากแล้ว ซึ่งราคาพื้นฐานของ MINT ควรอยู่ที่ 20.60 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ได้ปรับลดประมาณการปี 63 เป็นขาดทุนสุทธิ 21,000 ล้านบาท และในปี 64 จะขาดทุนสุทธิ 7,300 ล้านบาท ขณะที่ในปี 65 ถึงจะมีกำไรสุทธิ 2,400 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานสำคัญที่เปลี่ยนไปคือ RevPar ของ NH Hotel ในปี 63 ลดลง 69% จากปีก่อน แต่เดิมคาดจะลดลงเพียง 58% เพราะอัตราการใช้ห้องพักถูกกระทบจากการใช้มาตรการ lockdown รอบสองในยุโรป ประกอบกับ RevPar ของโรงแรมในประเทศไทยที่ลดลง 68% จากเดิมที่คาดลดลง 57%

             

หลังจากที่ปรับประมาณการ (-5.2 บาท) และ CAPEX (+4.8 บาท) ก็ทำให้ปรับลดราคาเป้าหมายลงอีก 2% เป็น 20.60 บาท ทั้งนี้ ข่าวความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีน ช่วยหนุนภาวะตลาดของกลุ่มท่องเที่ยว และราคาหุ้น MINT ก็ outperform ดัชนี SET ถึง 26% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งโลกต้องนำวัคซีนออกมาฉีดให้ประชาชนส่วนใหญ่ก่อน กิจกรรมการท่องเที่ยวถึงจะฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงปรับลดคำแนะนำหุ้น MINT เป็นขาย เพราะราคาหุ้นแพงไปแล้ว เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เลวร้ายลงในยุโรป ทั้งนี้สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของบล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ที่มองว่า ว่าโรงแรมของ MINT ในยุโรปและอเมริกาจะยังคงฉุดกำไรไปอีกหลายปีข้างหน้า แต่ MINT มีการรลดต้นทุน มีแผนที่จะลด CAPEX และ ขายสินทรัพย์เพื่อเสริมสภาพคล่องใน ปี 64 ดังนั้นคงคำแนะนำขาย ด้วยราคาเป้าหมายเท่าเดิมที่ 20 บาท

             

ขณะที่บทวิเคราะห์บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) แนะนำ "ซื้อ" MINT โดยให้ราคาเป้าหมาย 29.70 บาท ซึ่งถือว่าสูงสุดในบรรดาบทวิเคราะห์หลายแห่ง โดยบล.หยวนต้า ให้ความเห็นว่า แม้การระบาดรอบสองในยุโรปอาจกดดันการฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมให้ฟื้นตัวช้าลง แต่เป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น MINT มีงบดุลแข็งแกร่งเพียงพอที่จะผ่านวิกฤติ ฝ่ายวิเคราะห์ยังให้น้ำหนักกับพัฒนาการของวัคซีนที่คาดจะเห็นผู้ผลิตอย่างน้อยหนึ่งรายภายในปี 63 ซึ่งจะช่วยปลดล็อคผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมตั้งแต่ปี 64 ขณะที่ธุรกิจอาหารที่กลับมาทำกำไรแล้ว คาดฟื้นตัวดีต่อเนื่องเช่นกัน หนุนการฟื้นตัวของกำไรกลุ่ม

             

รวมถึงบทวิเคราะห์ของบริาทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ไม่แปลกในหากจะเห็น MINT รายงานขาดทุนในไตรมาส4/63 หรือใน ไตรมาส1/64 เพราะการฟื้นตัวคาดจะมาใน 6 เดือนข้างหน้า จึงคาดว่าในไตรมาส4/63 จะขาดทุนจะน้อยลง 25-30% ส่วนธุรกิจอาหารได้พลิกกลับเป็นกำไรแล้ว 202 ล้านบาท และคาดในไตรมาส 4/63 นี้จะกลับสู่ระดับก่อน COVID ได้ ขณะที่ธุรกิจโรงแรมคาดจะถึงจุด EBITDA breakeven ได้ในกลางปีหน้า ซึ่ง MINT จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวโลกมากที่สุดหลังจากการค้นพบวัคซีน จึงยังคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 28 บาท (ซึ่ง discount 40% จากมูลค่า DCF)

Share: