ส่องอนาคต SCB ในวันที่ “ราษฎร”มาเยือน ธุรกิจแข็งแกร่งแต่ต้องจับตาคุณภาพสินทรัพย์

การชุมนุมทางการเมืองเริ่มร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “ราษฎร” กับข้อเรียกร้องให้ 3 ข้อสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป้าหมายในการชุมนุคมครั้งนี้คือ หน้าสำนักงานใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ทำให้เกิดการจับจ้อง SCB อีกครั้ง   

             

ทำให้วันนี้ WEATHY THAI  จึงหยิบยกประเด็นของ SCB พูดคุย ในแง่ธุรกิจของ SCB นั้นจะเป็นอย่างไร และอนาคตจะมีการเติบโตมากน้อยขนาดไหน เราจะมาร่วมกันหาคำตอบ

             

จุดเริ่มต้นของ SCB

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ (Siam Commercial Bank of Thailand) เป็นธนาคารไทยแห่งแรก ก่อตั้งขึ้นโดยพระบรมราชานุญาตเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2449  โดยในวันนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นธนาคารที่ให้บริการทางการเงินครบวงจรชั้นนำของประเทศ นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย นอกเหนือจากบริการเงินรับฝากและ ธุรกรรมที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อ 

 

 

 

ในด้านผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ของ SCB แม้จะเผชิญหน้ากับวิกฤติ COVID-19 แต่ก็ยังรักษาความสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิ (งบการเงินรวมก่อนสอบทาน) ในไตรมาส 3 ของปี 2563 จำนวน 4,641 ล้านบาท ลดลง 69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการตั้งเงินสำรองปกติที่สูงขึ้นในไตรมาสนี้ และการเทียบกับฐานที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายการกำไรพิเศษครั้งเดียวจากการขายหุ้นในบริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าว กำไรสุทธิลดลง 56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้กำไรจากการดำเนินงานยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2563 ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 22,252 ล้านบาท ลดลง 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

นักวิเคราะห์ยังเชื่อ SCB แข็งแกร่ง

 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองว่า SCB ยังมีความแข็งแกร่งที่สูงมาก จากฐานะเงินทุนแข็งแกร่ง SCB ที่มีระดับเงินกองทุนที่สูง (17.6% Tier 1 Ratio ในไตรมาส 3Q20) ซึ่งน่าจะเพียงพอกับความเสี่ยงด้านเครดิตที่อาจเกิดขึ้น แต่รายได้ที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของคุณภาพสินทรัพย์สูงจะกดดันราคาหุ้น ขณะที่ NPLs ในปัจจุบันยังไม่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจเนื่องจาก SCB ยังคงจัดประเภทสินเชื่อที่อ่อนแอเป็นสินเชื่อเพื่อการดำเนินงานภายใต้หลักเกณฑ์ที่ผ่อนคลายของหน่วยงานกำกับดูแล


              

NIM ยังคงอ่อนแอ NPL จะเพิ่มขึ้นอีก
  

กำไรสุทธิไตรมาส 3Q20 อยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท ลดลง 69% YoY (จาก non-NII ที่ต่ำกว่า) และ 44% QoQ (จากการตั้งสำรองที่สูงขึ้น) ในแง่บวก รายได้ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นประจำแสดงให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวโดยมีการเติบโต 10% QoQ หลังจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์ แต่ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดระบาด CFO ระบุว่า NII และ NIM ยังคงอ่อนแอจากการลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งผลตอบแทนจากเงินกู้และการลงทุน สินเชื่อด้อยคุณภาพจะเพิ่มขึ้นจากการก่อตัวของ NPL ปกติและการปรับลดระดับคุณภาพของสินเชื่อ


เงินกู้โครงการบรรเทาหนี้ลดลง แต่ความไม่แน่นอนยังสูง
  

CFO เผยอีกว่าเงินกู้ในโครงการบรรเทาหนี้คิดเป็นประมาณ 29% ของเงินกู้ทั้งหมดหรือ 6.36 แสนล้านบาทเทียบกับ 39% หรือ 8.39 แสนล้านบาท ในไตรมาส 2Q20 สินเชื่อที่โครงการสิ้นสุดแล้วได้แก่ กลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยและเช้าซื้อ จากทั้งหมด ประมาณ 65% สามารถชำระหนี้ได้ในระดับปกติ ในขณะที่อีก 30% กลับมาชำระหนี้ได้โดยมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา และส่วนที่เหลือมีความเสี่ยงสูงที่จะเปลี่ยนเป็น NPLs สำหรับลูกค้าที่เหลือในโครงการบรรเทาหนี้ SCB คาดว่า 50% จะสามารถชำระหนี้ได้ ในขณะที่อีก 50% อาจต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมหลังจากสิ้นสุดโครงการบรรเทาหนี้แล้ว เราเชื่อว่า NPL จะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในไตรมาส 4Q20 และ 2564 เนื่องจากธนาคารจะเสนอปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเติม

 

ESG มุ่งเป็นธนาคารที่ยั่งยืน

 

SCB ให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน (1) การศึกษาเพื่อการพัฒนาเยาวชน (2) ชุมชนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตและ (3) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธนาคารให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว (โครงการพลังงานหมุนเวียนและระบบขนส่งสาธารณะ) คิดเป็น 10% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2562

 

 

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส  (ประเทศไทย) มองว่า แม้ SCB จะแข็งแกร่งแต่ต้องจับตาว่าคุณภาพสินทรัพย์ของ SCB เป็นอย่างไร โดยธนาคารมีกำไรสุทธิไตรมาส 3 เท่ากับ 4.6 พันล้านบาท (-69%YoY, -45%QoQ) ต่ำกว่าที่ตลาดและเราคาดการณ์ไว้ เพราะตั้งสำรอง ECL สูงกว่าคาด

  

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิหดตัว -9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะขายไทยพาณิชย์ประกันชีวิตออกไป และ NIM แคบลง รวมทั้งรายได้ดังกล่าวหดตัว -0.2%ลดลงจากไตรมาสก่อน จาก NIM ที่แคบลงเป็น 3.12% ด้านสินเชื่อขยายตัว +1.2%จากไตรมาสก่อน, +1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ+2.7%YTD ในสิ้น ไตรมาสที่ 3 โดยหลักมาจากสินเชื่อ SME และรายย่อย

  

รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลง -69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจาก 3Q62 มีกำไรจากขายหุ้นไทยพาณิชย์ประกันภัยก้อนใหญ่ และเมื่อเทียบ จากไตรมาสก่อน หดตัว -14% จากไตรมาสก่อน เพราะใน 2Q63 มีกำไรจากการขายหนี้เสีย

  

ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง -10%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ -2% จากไตรมาสก่อน ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดเป็น 45.7% ใน 3Q63จาก 44.5% ใน 2Q63

  

สิ้น 3Q63 NPL ratio เพิ่มเป็น 3.32% จาก 3.05% ในสิ้น 2Q63 เป็นผลจากจัดชั้นหนี้ที่อยู่ในโครงการผ่อนปรนและมี NPL เพิ่มขึ้นจากกลุ่มสินเชื่อรายใหญ่และ SME ธนาคารมี NPL ใหม่จากกลุ่มสินเชื่อรายใหญ่และ SME

  

ตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น +33% จากไตรมาสก่อน เป็น 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งครอบคลุมถึงสินเชื่อในโครงการผ่อนปรนฯที่มีความเสี่ยงว่าคุณภาพจะลดลงเพราะวิกฤตโควิด-19 ด้วย ส่วน Coverage ratio ลดลงเป็น 145.7% ในสิ้นก.ย.63จาก 152.5% ในสิ้นมิ.ย.63

  

แนะนำถือ ให้ราคาพื้นฐาน 74 บาท เทียบเท่ากับ P/BV ปี 64F ที่ 0.6 เท่า (-2.5SD ของค่าเฉลี่ยระยะยาว) ธนาคารมีฐานะเงินกองทุนแข็งแกร่ง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสิ้น 3Q63 เท่ากับ 18.7% เป็น Tier 1 ratio 17.6%

Share: