TESLA กำลังดัน ให้ “Elon Musk” ท้าชิงผู้ที่รวยที่สุดในโลก

ไม่มีอะไรจะหยุด Tesla ได้ หลังความเคลื่อนไหวราคาหุ้นระหว่างวันของวานนี้ (24 พ.ย.63) บวก 4-6% ดันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ทะลุเกิน 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ราคาหุ้นจะปิดตลาดที่ 562.50 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.12 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.28% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า หลัง Tesla เข้าคำนวณในดัชนี S&P500 เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา 

 

สำหรับ “มาร์เก็ตแคป” ของ Tesla ที่ล่าสุดอยู่ที่ 494,660 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น หากคิดเป็นเงินไทย จะอยู่ที่ 15,033,706.7 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงธนาคารแห่งประเทศไทย 30.392 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ) เกือบเท่ากับขนาดตลาดหุ้นไทยเลยทีเดียว เพราะข้อมูลจาก SETSMART ณ วันที่ 24 พ.ย.63 ตลาดหุ้นไทยหรือ SET INDEX มีมาร์เก็ตแคป 15,437,237.85 ล้านบาท

 

ซึ่งขนาดของบริษัทที่ใหญ่ขึ้นของ Tesla นอกจากปัจจุบันจะเป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแล้ว ผลจากการที่มาร์เก็ตแคปทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐวานนี้ ทำให้ “Elon Musk” ซีอีโอ Tesla มีสินทรัพย์ 136,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 108,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) Elon Musk จึงขึ้นแท่นเป็นคนรวยอันดับที่ 2 ของโลก รองจาก Jeff Bezos เจ้าของ Amazon เท่านั้น

 

โดยสิ่งที่ทำให้หุ้น Tesla ทะลุ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น และทำนิวไฮมาตลอดเส้นทางการเติบโต แม้จะเป็นหุ้นที่มี PE สูงถึง 1,109.87 เท่า ก็ตาม มาจากดีมานด์รถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ของโลก ซึ่ง Tesla มีความได้เปรียบ ทั้งการเป็นผู้ผลิตตัวรถและอุปกรณ์ต่างๆ ที่รถ EV ต้องมี เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกันที่ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ยังก้าวมาไม่ถึงจุดที่ Tesla ยืนอยู่

 

และนอกจาก “ตัวรถ” แล้ว สิ่งที่ Tesla มีความได้เปรียบคือ ปัจจุบันพัฒนาแบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และสถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งมีความได้เปรียบผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถอีวีน้อย ส่วนใหญ่ยังเน้นผลิตชิ้นส่วนฯ ประกอบรถยนต์ทั่วไป คอมพิวเตอร์ หรืออื่นๆ ที่เป็น Supply Chain ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต

 

ไตรมาส 3/63 ส่งมอบรถทั้งหมดเกือบ 140,000 คัน

 

สำหรับแผนการดำเนินงานของ Tesla ในปีนี้ที่ตั้งเป้าว่าจะส่งมอบรถได้ 500,000 คัน ปัจจุบันส่งมอบรถไปแล้ว 318,000 คัน ซึ่งถ้าดูเฉพาะในไตรมาส 3/63 บริษัทรายงานว่ามีการผลิตรถยนต์ทั้งหมด 145,036 คัน แบ่งเป็นรถ Model S/X จำนวน 16,992 คัน และรถ Model 3/Y 128,044 คัน และส่งมอบรถได้ทั้งหมด 139,300 คัน แบ่งเป็นรถ Model S/X จำนวน 15,200 คัน และรถ Model 3/Y 124,100 คัน ดังนั้นในไตรมาส 3/63 บริษัทจึงมีรายได้ 8,771 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) และเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)

 

 

Tesla เจาะผู้ใช้รถชาวจีน …ตลาดรถอีวีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

โดยแผนงานระยะสั้นๆ นี้ Tesla จะโฟกัส การผลิตรถ Model 3 ที่โรงงานในเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และการผลิตรถ Model Y ที่ Fremont แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งที่ตั้งโรงงานทั้ง 2 แห่งถือเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่สำคัญของบริษัท ในการขยายฐานการผลิตทั่วโลก รวมถึงการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ Solar และสถานีชาร์จไฟฟ้า ที่บริษัทเชื่อว่าจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ซึ่งความน่าสนใจคือ การที่ Tesla พยายามจะผลิตรถ Model 3 ให้มีราคาต่ำที่สุด แค่ 249,000 หยวน เพื่อแข่งกับตลาดจีนโดยเฉพาะ เนื่องจากจีนเป็นตลาดรถอีวีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตามแผน Made in China 2025 ส่วนการลงทุนในปีหน้า Tesla คาดว่าจะเดินเครื่องผลิตรถในโรงงานที่เบอร์ลิน เยอรมนี เพื่อขยายฐานผู้บริโภคในยุโรป

 

ดังนั้นไม่ว่าการมาของโจ ไบเดนจะยิ่งกดดันการค้าเอเชีย โดยเฉพาะจีนหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่า Tesla ผู้นำหุ้นเทคโนโลยีในตลาดหุ้น NASDAQ ไม่ได้คิดเช่นนั้น!!!!!!

 

 

 

 

ที่มา :

https://ir.tesla.com/

https://www.fool.com/investing/2020/11/23/tesla-stock-could-surge-104-to-1000-according-to-t/

https://www.bloomberg.com/billionaires/

https://www.marketwatch.com/investing/stock/tsla

 

Share: